เลือกแป้งให้เหมาะกับผิว ทดสอบความสวยแน่นของแป้งใหม่ล่าสุด

เลือกแป้งให้เหมาะกับผิว พี่ป้อม วินิจ บุญชัยศรี ขุ่นแม่แห่งวงการเมกอัพไทย ที่นางเอกระดับ A-List ต้องเคยผ่านมือเขามาแล้วทั้งนั้น เพราะงานไหนที่เขาได้ลงมือแต่งรับรองได้เลยว่าสวยประทับใจทุกครั้ง

เลือกแป้งให้เหมาะกับผิว ล่าสุดพี่ป้อมได้เผยเทรนด์แต่งหน้าที่กำลังมาแรงสุดๆ ช่วงปลายปีนี้ คือการเน้นโชว์ผิวหน้าใสอย่างเป็นธรรมชาติ และแป้งเป็นเครื่องสำอางหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญในการช่วยเตรียมผิว “แป้งที่ดีต้องทำหน้าที่เสมือนผิวที่สองบนใบหน้า ต้องทำให้ผิวดูสวย ปกปิด ปกป้อง และไม่ทำร้ายผิว นี่แหล่ะคือแป้งที่ป้อมเลือก” พี่ป้อมเล่าถึงแป้งในดวงใจ ขั้นตอนสำคัญของการเตรียมผิวให้ดูเนียนไร้ที่ติ

เลือกแป้งให้เหมาะกับผิว
4U2 เครื่องสำอางชื่อดัง จึงขอเกาะกระแสเช่นเคย ด้วยการร่วมมือกับพี่ป้อม รังสรรค์แป้งคุณภาพเลิศ เนื้อบางเบาแต่ปกปิดอย่างเซียน ทั้งเบลอรูขุมขนให้ดูผิวเนียนเรียบอย่างเป็นธรรมชาติ คุมมันได้ดี และที่สำคัญมี SPF สูง ช่วยปกป้องผิว ในชื่อ 4U2 by POM VINIJ Flawless Finishing Powder SPF50 PA+++ ที่ 4U2 ร่วมคิดค้นกับพี่ป้อมนานร่วมปี มาในตลับสีทองโดดเด่นเตะตา ตลับแป้งเป็นแนวตั้งหยิบจับได้ง่าย กระจกเป็นแนวตั้งเช่นกันเพื่อให้ส่องแต่งหน้า ติดขนตา ปัดมาสคาร่า และใส่คอนแทคเลนส์ได้ถนัดมือ พัฟมี 2 ด้าน ด้านกำมะหยี่เน้นปกปิดเฉพาะจุด อีกด้านเป็นฟองน้ำใช้แต้มแป้งได้ทั่วทั้งใบหน้าตลอดวัน มีทั้งหมด 4 เฉดสี รอคุณอยู่วันนี้ที่เคาน์เตอร์ 4U2 ทั่วประเทศ

(4U2 by POM VINIJ Flawless Finishing Powder SPF50 PA+++ ราคาตลับละ 599 บาท มีจำหน่ายที่ WATSONS, EVEANDBOY, BEAUTRIUM, STARDUST และ www.4U2Thailand.com)

เคล็ดลับเลือกแป้งให้เหมาะกับผิว

การเลือกแป้งควรเน้นที่การแต่งให้ผิวสวยสดใสเป็นธรรมชาติตามเทรนด์ที่กำลังมาแรง และสำเร็จเสร็จได้อย่างรวดเร็ว ตามที่พี่ป้อม วินิจ บุญชัยศรี คุณแม่แห่งวงการแต่งหน้าแนะนำ

1.ประหยัดเวลา สำหรับสาวๆสมัยใหม่ที่มีไลฟ์สไตล์รีบเร่ง หรืออยากจะสวยในเวลาจำกัด แป้งทูเวย์ หรือแป้งผสมรองพื้นถือเป็นตัวช่วยแต่งผิวที่ใช้เวลาน้อยสุด และทำให้ผิวดูเป็นธรรมชาติ เป็นตัวเลือกใหม่สำหรับสาวๆ ที่ไม่ต้องการให้ผิวดูหนาแบบทารองพื้น

2.องค์ประกอบแป้ง สาวๆ ทุกคนควรคำนึงถึงปัจจัยต่างๆ ทั้งสีผิว ฝ้ากระ รูขุมขน และสภาพผิวว่าผิวแห้งหรือมัน หากมีสีผิวเข้มก็ควรเลือกแป้งสีออกน้ำตาล มีฝ้ากระควรเลือกแป้งที่ปกปิดได้ดี หากหน้ามันหรือรูขุมขนกว้างก็ควรเลือกแป้งที่ปกปิดรูขุมขนและคุมมันได้ดี

3. พัฟสำคัญนะ จากประสบการณ์แต่งหน้า 25 ปี พี่ป้อมแนะนำว่า ควรใช้พัฟ 2 แบบคือทั้งแบบเนื้อฟองน้ำที่ใช้ซับหน้า คุมมันระหว่างวันได้ และพัฟเนื้อกำมะหยี่ที่ใช้กดตามจุดฝ้ากระต่างๆ ช่วยปกปิดได้ดี

4. มี SPF เพื่อให้ตอบโจทย์ชีวิตที่ต้องทำงานโดนแสงแดด และโดนแสงยูวีจากไฟนีออน แป้งควรมีส่วนผสมของ SPF50 PA+++ ซึ่งจะช่วยปกป้องผิวจากแสงยูวีและมลภาวะได้ด้วย

5 ขั้นตอนเตรียมผิวให้เนียนใสก่อนแต่งหน้า

เมื่อเทรนด์โชว์ผิว พี่ป้อม-วินิจ บุญชัยศรี จึงแนะนำให้สาวๆทำตามขั้นตอนการเตรียมผิวง่ายๆ ดังนี้

1.บำรุงผิวด้วยน้ำ หากคุณเป็นสาวหน้าแห้ง หรือมีรอยแข็งจากสิวหรือสะเก็ดแผล สิ่งที่ต้องทำคือการเตรียมผิวก่อนแต่งหน้าด้วยการมาส์กหน้า หรือการฉีดหน้าด้วยน้ำแร่ แล้วใช้น้ำมันบำรุงผิวแตะเบาๆที่ผิว จะช่วยให้แป้งหรือเครื่องสำอางติดทนนานขึ้น

2.ใช้คอนซีลเลอร์ โดยใช้นิ้วแตะคอนซีลเลอร์แล้วเกลี่ยเบาๆที่ใต้ตา และแต้มเฉพาะจุดที่มีฝ้ากระ หรือรอยหลุมสิว

3. ปัดแป้ง หากมีพื้นฐานผิวที่ดีมากอยู่แล้วก็ใช้เพียงแปรงหัวกลมปัดแป้งให้ทั่วใบหน้า แต่หากมีผิวที่มีตำหนิ หรือริ้วรอยต่างๆควรใช้พัฟแบบกำมะหยี่ที่ช่วยปกปิดร่องรอยและจุดบกพร่องต่างๆได้ดี

4. ข้อห้ามหากรูขุมขนใหญ่ สำหรับสาวๆ ที่มีรูขุมขนบนใบหน้าใหญ่หากมีการปัดแป้ง หรือบลัชออนที่ผสมชิมเมอร์มากเกินไป อาจยิ่งเน้นรูขุมขนให้เห็นชัดขึ้น จึงควรใช้เนื้อแมท หรือควรใช้แปรงปัดชิมเมอร์ลงบนผิวหน้าเพียงเบาๆเท่านั้น

5. ใช้แป้ง 2 สี พี่ป้อมแนะให้สาวๆ เลือกแป้งที่เหมาะกับสภาพผิวตัวเอง จากนั้นเลือกซื้อ 2 เฉดสี โดยเลือกเฉดสีที่เข้ากับผิวหน้าได้พอดี เพื่อใช้ปัดให้ทั่วหน้า กับอีกเฉดที่เข้มเท่ากับสีผิวที่ลำคอ เพื่อใช้ทำคอนทัวร์ที่ข้างแก้มและขอบหน้าผากให้ใบหน้าดูมีมิติและเรียวเล็กลง

4U2 by POM VINIJ Flawless Finishing Powder SPF50 PA+++ ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นแป้งที่พี่ป้อม วินิจ บุญชัยศรี ร่วมคิดค้น และกล้าการันตีว่าดีจริง จากประสบการณ์ 25 ปี มีทั้งหมด 4 เฉดสีคือ

-สี 01 Porcelain
แป้งสีขาวนวล สำหรับคนผิวขาวอมชมพู

-สี 02 Soft Beige
แป้งสีออกขาวเหลือง สำหรับสาวที่มีผิวขาวแต่มีอันเดอร์โทนผิวเหลือง

-สี 03 Natural
แป้งสีน้ำตาลอ่อนสำหรับสาวผิวสองสี

-สี 04 Tan
แป้งสีน้ำตาลอ่อน สำหรับสาวผิวคล้ำ

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com

รวมไอเดีย Messy Hair ทรงผมยุ่งๆ สวยแบบไม่ได้ตั้งใจ ชิคสุดๆ!

รวมไอเดีย Messy Hair ทรงผมยุ่งๆ ทุกกวันนี้นอกจากแต่งหน้าก็ขี้เกียจทำผมมาก กว่าจะออกจากบ้านได้ทีคือวุ่นวายกับการทำสวยเวอร์ๆ! สาวๆ อาจจะกำลังประสบกับปัญหานี้อยู่

รวมไอเดีย Messy Hair ทรงผมยุ่งๆ ทุกวันนี้นอกจากแต่งหน้าก็ขี้เกียจทำผมมาก กว่าจะออกจากบ้านได้ทีคือวุ่นวายกับการทำสวยเวอร์ๆ! สาวๆ อาจจะกำลังประสบกับปัญหานี้อยู่ แต่เรามีทริคดีๆ มาบอกค่ะ นั่นคือทรงผมที่เราสามารถทำได้ง่ายๆ ไม่เสียเวลา แถมสวยอีกด้วย

รวมไอเดีย

ซึ่งทรงผมที่ว่านั่นก็คือ Messy Hair หรือทรงผมยุ่งๆ ที่ไม่ต้องเซ็ทอะไรมากมาย ปล่อยไปตามธรรมชาติ รวบหรือมัดไม่ต้องตึงมาก เน้นสบาย บอกเลยว่าทำแล้วมีเสน่ห์สุดๆ จะมีทรงไหนที่ทำแล้วปังบ้าง ไปดูเลยจ้า

ขอบคุณแหล่งที่มา   https://www.sanook.com

10 พืชผักสมุนไพร

10 พืชผักสมุนไพร ช่วยลดอาการอักเสบ ดีต่อร่างกายในแทบทุกส่วน

10 พืชผักสมุนไพร อาการอักเสบ นับว่าเป็นอาการที่สามารถเกิดได้กับร่างกายในแทบทุกส่วน เป็นปฏิกิริยาการตอบสนองทางชีวภาพระหว่างเนื้อเยื่อและหลอดเลือดต่อสิ่งกระตุ้นที่เป็นอันตราย

10 พืชผักสมุนไพร อาการอักเสบ นับว่าเป็นอาการที่สามารถเกิดได้กับร่างกายในแทบทุกส่วน เป็นปฏิกิริยาการตอบสนองทางชีวภาพระหว่างเนื้อเยื่อและหลอดเลือดต่อสิ่งกระตุ้นที่เป็นอันตราย ไม่ว่าจะเป็น เซลล์ที่เสื่อมสภาพ , เชื้อโรค หรือการระคายเคือง ซึ่งเป็นปกติของสิ่งมีชีวิตที่ร่างกายพยายามจะเอาสิ่งแปลกปลอม หรือสิ่งกระตุ้นดังกล่าวออกไปและพยายามซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่ถูกทำลาย

10 พืชผักสมุนไพร

ต้องบอกไว้ก่อนว่า “อาการอักเสบ” ไม่ใช่อาการของการติดเชื้อ ถึงแม้ในหลายๆ ครั้งจะเกิดจากการติดเชื้อที่เกิดจากจุลชีพก่อโรคภายนอกร่างกาย แต่การอักเสบ คือ การตอบสนองต่อร่างกายเพื่อต่อต้านจุลชีพก่อโรค หรือต่อปัจจัยอื่นๆ อาทิ สิ่งแปลกปลอม , สารเคมี , การบาดเจ็บ หรือภูมิคุ้มกันต่อต้านตนเอง เพราะหากไม่มีอาการอักเสบเกิดขึ้น เชื้อโรคก็จะไม่ถูกกำจัดออกไปและแผลก็จะไม่ถูกรักษาให้หาย

สำหรับอาการอักเสบที่เกิดขึ้น โดยปกติแล้วก็จะถูกรักษาด้วยการใช้ตัวยาชนิดใดชนิดหนึ่ง แต่หากใครที่ไม่รู้ว่าตัวเองแพ้ยา หรือไม่ต้องการให้มีสารตกค้างจากยาที่อยู่ในร่างกาย วันนี้ Sanook! Health ก็มีทางเลือกเป็นบรรดาพืชผักสมุนไพรที่ช่วยลดอาการอักเสบได้อย่างอยู่หมัด จะมีอะไรบ้างลองไปดูกัน

1. กานพลู
ในกานพลูมีสารเคมที่ชื่อว่า “ยูจีนอล” นับว่าเป็นตัวช่วยสำคัญที่ทำให้อาการอักเสบลดลงได้ โดยที่สารเคมีตัวนี้จะเข้าไปยับยั้งโปรตีน COX-2 ที่คอยกระตุ้นให้เกิดการอักเสบ ซึ่งเมื่อรวมเข้ากับน้ำมันของกานพลูก็จะมีฤทธิ์ในการต่อสู้กับแบคทีเรีย หากคั้นเอาน้ำมันกานพลูออกมาก็สามารถนำเอาไปใช้บรรเทาอาการอักเสบ จึงสามารถนำเอามารักษาอาการปวดฟันได้อีกด้วย วิธีการก็ง่ายๆ เพียงอมกานพลูเอาไว้ในปากจนนิ่ม จากนั้นก็ให้เคี้ยวกานพลูช้าๆ เพื่อให้น้ำมันที่อยู่ข้างในออกมา จะช่วยบรรเทาอาการอักเสบและปวดฟันได้อย่างอยู่หมัด

2. แครอท
แครอท เป็นผักชนิดหัวที่อุดมไปด้วยเบต้าแคโรทีนในระดับที่สูงมาก มีสารที่ช่วยเพิ่มภูมิต้านทานให้ร่างกาย อีกทั้งยังมีคุณสมบัติเป็นยาฆ่าเชื้อ ออกฤทธิ์ในการรักษาอาการไอ เจ็บคอ แก้ไข้ ปอดอักเสบ ลดอาการอักเสบและบวมได้

3. ขิง
โดยปกติแล้ว ขิง เป็นสมุนไพรที่ออกฤทธิ์รักษาอาการปวดข้อคล้ายกับตัวยาชนิดหนึ่งที่ใช้ต้านอาการอักเสบชนิดที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDS) ซึ่งขิงจะช่วยบรรเทาอาการปวด ลดการอักเสบและติดเชื้อในร่างกายอย่างได้ผลแบบที่ไม่มีผลข้างเคียงใดๆ จึงไม่ต้องกังวล วิธีการทำเพียงนำขิงสดๆ มาต้นดื่ม หรือเลือกรับประโยชน์จากชาขิงก็ได้เช่นกัน

4. พริกป่น
ในพริกป่นจะมีสารตัวหนึ่งที่ชื่อว่า “แคปไซซิน” ที่นอกจากให้ความเผ็ดร้อยแล้ว สารตัวนี้ยังมีคุณสมบัติช่วยบรรเทาอาการอักเสบที่เกิดขึ้นในร่างกาย พริกป่นยังมีสารต้านอนุมูลอิสระในปริมาณที่สูง อีกทั้งความเผ็ดร้อนยังสามารถเข้าไปช่วยกระตุ้นให้ระบบเผาผลาญในร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

5. วาซาบิ
ด้วยรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ของวาซาบิ ไม่ใช่แค่เข้าคู่กับเมนูอาหารต่างๆ แล้ว ในวาซาบิยังมีฤทธิ์ที่ช่วยต่อต้านการอักเสบและการแข็งตัวของเกล็ดเลือด จากที่นักวิจัยได้ทำการศึกษาพบว่า ประโยชน์อื่นของวาซาบิยังมีอีกมาก ไม่ว่าจะเป็น ช่วยรักษาโรคหอบหืด , โรคภูมิแพ้ , โรคหัวใจวาย , โรคลำไส้อักเสบ , โรคไขข้ออักเสบ ไปจนถึงภาวะช็อกจากพิษที่เกิดขึ้นจากการติดเชื้อได้ นักวิจัยได้มีการศึกษาเพิ่มเติมอีกว่า สาร 6-MITC ที่อยู่ในวาซาบิมีประสิทธิภาพในการรักษาความแข็งแรงของหลอดเลือกและการอักเสบของหลอดเลือดได้อีกด้วย

6. ขมิ้นชัน
ประโยชน์ของขมิ้นชันถูกพบโดยนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยรัตเกอร์ส ในรัฐนิวเจอร์ซีย์ พวกเขาพบว่า “สารเคอร์คูมิน” เป็นสารเคมีที่ทำให้เกิดสีเหลืองในขมิ้นชัน มีประสิทธิภาพในการลดการอักเสบและลดอาการของโรคสะเก็ดเงินได้ นอกจากนั้น ขมิ้นชันก็ยังมีคุณสมบัติช่วยต้านมะเร็ง ซึ่งสารที่อยู่ภายในจะเข้าไประงับการอักเสบที่ก่อให้เกิดการเจริญเติบโตขอเนื้องอกได้

7. ชาเขียวไร้คาเฟอีน (Decaf green tea)
ชาเขียว นับว่าเป็นเครื่องดื่มที่เต็มไปด้วยคุณประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็น สารต้านอนุมูลอิสระ ที่ออกฤทธิ์ต่อต้านสิวและอาการอักเสบได้เป็นอย่างดี หากใครที่อยากจะได้รับประโยชน์เหล่านี้จากชาเขียวไปแบบเต็มละก็ ให้เลือกดื่มชาเขียวชนิดที่ไม่มีคาเฟอีน และต้องดื่มเป็นแบบร้อนจึงจะเห็นผลดีที่สุด

8. ผักใบเขียว
ผัก นั้นเป็นพืชที่ให้ประโยชน์ต่อร่างกายเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ยิ่งเป็นผักใบเขียว ก็ยิ่งเต็มไปด้วยคุณค่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณสมบัติเด่นของคลอโรฟีล , ไฟเบอร์ และวิตามิน A ที่อยู่ในผักใบเขียวทุกชนิด ถูกพิสูจน์มาแล้วว่าช่วยลดอาการอักเสบของผิว ลดริ้วรอย และต้านสิวได้เป็นอย่างได้ แถมยังมีราคาที่ถูกกว่าเครื่องสำอางที่ใช้กันอยู่ทั่วไปตามเคาท์เตอร์แบรนด์ด้วยนะ

9. ถั่วเปลือกแข็ง
ในถั่วเปลือกแข็ง อย่าง อัลมอนต์ เป็นธัญพืชที่อุดมไปด้วยไฟเบอร์ , แคลเซียม และวิตามิน E ส่วนถั่วเปลือกแข็งอีกประเภท อย่าง วอลนัท ก็อุดมไปด้วยกรดไขมันโอเมก้า 3 ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ซึ่งโดยทั่วๆ ไปแล้วถั่วทุกชนิดก็มีสารต้านอนุมูลอิสระที่ค่อนข้างสูง เป็นประโยชน์ต่อการบริโภคเพื่อรักษาเนื้อเยื่อและอวัยวะที่ถูกทำลายจากการติดเชื้อ หรือเกิดการอักเสบได้เป็นอย่างดี แต่ต้องบริโภคในปริมาณที่พอเหมาะเท่านั้นนะ

10. โฮลเกรน
มาถึงธัญพืชอีกชนิดหนึ่ง อย่าง โฮลเกรน ที่ประกอบไปด้วยไฟเบอร์ชนิดที่สามารถลดระดับ CRP (C-reactive protein) หรือโปรตีนที่ร่างกายสร้างขึ้นมาเพื่อตอบสนองต่อการอักเสบที่เกิดขึ้นได้ เพราะหากร่างกายมีปริมาณ CRP ที่น้อยลง ก็หมายถึงอาการอักเสบจะลดลงเช่นกัน แต่แนะนำว่าให้กินโฮลเกรนแท้แบบ 100% แบบไม่มีน้ำตาลเป็นส่วนผสมก็จะยิ่งดีมากขึ้น

แค่เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ในปริมาณที่พอเหมาะ ก็จะสามารถช่วยลดอาการอักเสบที่เกิดขึ้นได้ ไม่ต้องคอยพึ่งยาปฏิชีวนะบ่อยๆ ให้เหลือสารตกค้างไว้ในร่างกาย ที่สำคัญ นอกจากจะต้องรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่แล้ว เรายังต้องออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ทำจิตใจที่แจ่มใสสดชื่น ไม่เพียงแค่จะช่วยไม่ให้ร่างกายได้รับผลกระทบจากความเครียดแล้ว ยังทำให้วันทั้งวันเป็นวันที่ดี พร้อมใช้ชีวิตต่อได้อย่างสนุก

ขอบคุณแหล่งที่มา   https://www.sanook.com

9 สัญญาณอันตราย

9 สัญญาณอันตราย “แพ้อาหาร” รู้ตัวก่อนเสี่ยงอันตรายถึงชีวิต

9 สัญญาณอันตราย ไม่ใช่เรื่องแปลกหากเราจะแพ้อาหารอย่างใดอย่างหนึ่ง หรืออาจจะหลายอย่าง ส่วนใหญ่เป็นอาการแพ้อาหารที่เป็นมาตั้งแต่เกิด

9 สัญญาณอันตราย ไม่ใช่เรื่องแปลกหากเราจะแพ้อาหารอย่างใดอย่างหนึ่ง หรืออาจจะหลายอย่าง ส่วนใหญ่เป็นอาการแพ้อาหารที่เป็นมาตั้งแต่เกิด แต่ก็มีคนจำนวนไม่น้อยที่เพิ่งจะมีอาการแพ้อาหารบางอย่างเอาตอนที่โตแล้ว จากที่เคยทานได้มาตลอดชีวิต จู่ๆ ก็เกิดอาการแพ้ขึ้นมาเสียอย่างนั้น บางครั้งคนที่ไม่เคยแพ้อาหารอะไรเลยอาจจะไม่ทราบว่าอาการแบบนี้แปลว่ากำลังแพ้อาหารอยู่ ดังนั้น จึงมีข้อมูลมาฝากเอาไว้ เผื่อในอนาคตเกิดอาการเหล่านี้ จะได้ไม่ต้องตกใจ และเตรียมตัวได้ทัน

9 สัญญาณอันตราย

อาหารที่มักมีอาการแพ้

  • นม
  • ถั่ว
  • แป้งสาลี
  • ไข่
  • อาหารทะเล (กุ้ง ปลาหมึก หอย ฯลฯ)

9 สัญญาณอันตราย “แพ้อาหาร”
1. คันรอบปาก

2. ริมฝีปากบวม ชา

3. ลิ้นบวม ชา

4. ผื่นคันบวมนูนตามร่างกาย หรือผื่นลมพิษ

5. เยื่อบุทางเดินหายใจบวม

6. แน่นหน้าอก

7. หายใจติดขัด

8. ความดันโลหิตต่ำ

9. หากอาการรุนแรงมาก อาจเสียชีวิตได้ภายในเวลารวดเร็ว

ทำอย่างไรเมื่อแพ้อาหาร
หากมีอาการตามที่กล่าวไว้ข้างต้นหลังจากทานอาหาร หรือยาภายในเวลา 1-2 ชั่วโมง ควรหยุดทานอาหาร หรือยานั้นทันที เมื่อหยุดทานอาหารหรือยาที่ต้องสงสัยแล้ว อาการอาจค่อยๆ ดีขึ้น หากไม่ดีขึ้นสามารถทานยาแก้แพ้ได้ (ชนิดรักษาอาการแพ้อาหารได้ โปรดสอบถามกับเภสัชกรก่อนซื้อยามาทาน) หากไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะอาหาร หรือยาหรือไม่ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจร่างกายโดยละเอียด นอกจากนี้หากมีอาการแพ้รุนแรงจนหายใจไม่ออก แน่นหน้าอก ควรรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุด เพราะอาการแพ้อาหารอย่างรุนแรง ทำให้เสียชีวิตได้ภายในระยะเวลาสั้นๆ

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com

เคล็ดลับแก้ปัญหาผม มันยามฉุกเฉิน แม้ไม่มี DryShampoo ก็เอาอยู่

เคล็ดลับแก้ปัญหาผม เมืองไทยเราเป็นเมืองร้อน นอกจากจะต้องคอยซับหน้าตลอดทั้งวันแล้ว เรื่องทรงผมก็มีปัญหาเช่นกัน ผมมันเป็นอีกหนึ่งอาการที่สาวไทยหลายคนเจอ แม้ไม่อยากเจอ

เคล็ดลับแก้ปัญหาผม เรื่องทรงผมก็มีปัญหาเช่นกัน ผมมันเป็นอีกหนึ่งอาการที่สาวไทยหลายคนเจอ แม้ไม่อยากเจอ ทีนี้พอหัวมันก็ต้องสระผม สระบ่อยผมก็แห้งเสียอีก ทางแก้ก็คือเราอาจจะต้องใช้ dryshampoo เพื่อสระผมแบบแห้งไปก่อน แต่หากไม่มีเจ้าสิ่งนี้จะหาทางรอดยังไงดี เรามีคำแนะนำมาฝากกัน

เคล็ดลับแก้ปัญหาผม

สเปรย์กันความร้อน

หากไม่มี ดรายแชมพู อีกหนึ่งนวัตกรรมช่วยเราได้นั่นคือ สเปรย์กันความร้อน สเปรย์พวกนี้เราจะฉีดลงไปบนเส้นผมได้เลย ความสามารถของมันจะเข้าไปเติมเต็มผมได้ระยะเวลาหนึ่ง ทำให้ผมเราไม่ได้รับความร้อน ไขมัน จากภายนอก ผลก็คือทำให้ผมเรามันน้อยลง อีกทั้งพอฉีดเสร็จก็ม้วนผมเข้าทรงต่อได้เลยทันที ของดีต้องมีติดกระเป๋าไว้

แป้งฝุ่นของเด็ก

อีกหนึ่งวิธีการเอาตัวรอดแก้ผมมัน ผมไม่ได้สระแบบบ้านๆมากนั่นคือ แป้งฝุ่นของเด็ก เราสามารถเอาแป้งฝุ่นนี้มาโรยบนศีรษะได้เลย จากนั้นก็ขยี้ให้ทั่วเพียงเท่านี้ก็ลดความมันของเส้นผม หนังศีรษะไปได้เหมือนกัน บวกกับความลื่นของผมจะทำให้จัดทรงได้ง่ายขึ้น ส่วนกลิ่นหอมอ่อนของแป้งฝุ่นเด็กก็ทำให้คนอยู่ใกล้ได้ฟีลไปอีกแบบหนึ่ง แนะนำว่าอย่าใส่เยอะเกินไปไม่งั้นจะกลายเป็นนางพญาผมขาวไม่รู้ด้วย

แป้งข้าวโพด

หากมันฉุกเฉินมาก แป้งฝุ่นเด็กก็ไม่มี งานนี้ต้องวิ่งเข้าครัวแทน ไปในครัวมองหาแป้งข้าวโพด จัดมาสัก 1 ช้อนโต๊ะ จากนั้นก็ผสมลงไปกับแอลกอฮอล์เช็ดแผล 1 ช้อนชา กับ น้ำ 4 ช้อนโต๊ะ คลุกเคล้ากันให้ทั่วเพียงเท่านี้เราก็จะได้ ตัวช่วยจัดการผมมัน ฉีดมันลงไปบนศีรษะ รอผลสักครู่เพียงเท่านี้ผมเราก็พร้อมจะจัดทรง แต่งสวย ออกงาน ทำได้หมดแต่วิธีนี้ไม่แนะนำให้ทำบ่อยเพราะจะทำให้ผมแห้งมากจนต้องรีบไปบำรุงกันด่วน

ไดร์เฉพาะด้านหน้า

อีกหนึ่งทางออกฉุกเฉิน เราขอแนะนำให้นั่นคือการสระผมบางส่วน หมายถึง ให้เราสระผมบริเวณด้านหน้าเท่านั้น ยกตัวอย่างใครไว้หน้าม้าก็สระแค่หน้าม้านั่นแหละ จากนั้นก็เป่าด้วยไดร์ให้แห้งใช้เวลาสัก 3 นาที เพียงแค่นี้ผมเราก็พร้อมจะมาเข้าทรงออกงานกัน วิธีนี้เหมาะสำหรับสาวๆที่ต้องการความเร็วในเวลาอันจำกัดเท่านั้นนะ

วิธีเหล่านี้ก็เป็นทางออกฉุกเฉิน ที่ทีมงานเราหยิบมาแนะนำสาวๆผมมัน หรือ ผมไม่มันทั้งหลาย เก็บเอาไว้ช่วยเหลือตัวเองตอนไม่พร้อม ยังไงผู้หญิงเราจะสถานการณ์ไหนก็ต้องสวยไว้ก่อนจริงไหมล่ะ

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com

รวมสีผมสุดจี๊ดสไตล์

รวมสีผมสุดจี๊ดสไตล์ “ไอรีน คิม” เจ้าแม่แฟชั่นตัวท็อป ผู้นำเทรนด์ผมสีรุ้ง

รวมสีผมสุดจี๊ดสไตล์ ไอรีน คิม หรือที่เป็นที่รู้จักกันในนามนางแบบและแฟชั่นนิสต้าตัวท็อปจากแดนเกาหลีใต้ เธอมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นมาก

รวมสีผมสุดจี๊ดสไตล์ ไอรีน คิม หรือที่เป็นที่รู้จักกันในนามนางแบบและแฟชั่นนิสต้าตัวท็อปจากแดนเกาหลีใต้ เธอมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สีผม ของเธอ ที่เธอเองมักจะเปลี่ยนอยู่บ่อยๆ อาจเป็นเพราะความขี้เบื่อ

รวมสีผมสุดจี๊ดสไตล์

บวกกับอยากลองสไตล์ใหม่ๆ ด้วย เราจึงได้เห็นผมสีรุ้งของเธออยู่พักหนึ่ง ซึ่งตอนนั้นได้รับกระแสตอบรับที่ดีมาก ดาราเซเลบท่านอื่นเริ่มทำบ้าง จนมาถึงตอนนี้ เธอก็ได้ลองเปลี่ยนไปเรื่อยๆ และถึงแม้ว่าจะเปลี่ยนสีบ่อย แต่ทุกสีที่เธอทำ บอกเลยว่าสวยมากกกกก เทสต์ดีจริงๆ!

วันนี้เราได้รวมสีผมที่ไอรีน คิม ได้ทำมาฝากสาวๆ กันดูว่าจะสวย เก๋ ชิค แค่ไหน เผื่อใครกำลังอยากเปลี่ยนสีผมพอดี ก็จัดเลยจ้า

ขอบคุณแหล่งที่มา   https://www.sanook.com

ผลไม้สครับหน้า

ผลไม้สครับหน้า ที่จะบอกให้คุณรู้ว่าธรรมชาตินั้นดีแค่ไหน

ผลไม้สครับหน้า การสครับผิวหน้าที่ดีและมั่นใจได้ คือการเลือกใช้วัตถุดิบที่มาจากธรรมชาติ ผลไม้ต่างๆ

ผลไม้สครับหน้า การสครับผิวหน้าที่ดีและมั่นใจได้ คือการเลือกใช้วัตถุดิบที่มาจากธรรมชาติ ผลไม้ต่างๆ เข้ามามีบทบาทกาประทินผิวมากขึ้นกว่าในอดีต เราเลยคัดสรรกับ 3 สูตรต่อไปนี้ ที่สามารถหาวัตถุดิบได้ง่าย แถมผลลัพธ์ที่ออกมายังดูน่าประทับใจสำหรับสาวๆ อีกด้วยค่ะ

ผลไม้สครับหน้า

1.สับปะรด

นอกจากจะเป็นผลไม้ยอดนิยม มีรสชาติที่อร่อยแล้ว ยังสามารถนำมาประยุกต์ใช้ให้ผิวหน้าดูเนียนใสได้อีกด้วย โดยการเลือกสับปะรดที่มีรสเปรี้ยวมาใช้ในการสครับผิวหน้าก็จะยิ่งช่วยในเรื่องผลัดเซลล์ผิว ขั้นตอนในการทำก็ไม่ยากเลย

เพียงนำเนื้อของสับปะรดมาปั่นให้ละเอียด คั้นเอาแต่น้ำแล้วนำไปแช่ตู้เย็นให้เย็นจัด นำสำลีชุปน้ำสับปะรดแล้วนำมาแปะบนใบหน้าให้ทั่ว จากนั้นนำกากสับปะรดที่แยกไว้มาพอกทับอีกชั้นหนึ่ง ทิ้งไว้สักครู่ แล้วล้างออกกด้วยน้ำสะอาด ทำแบบนี้เป็นประจำ สัปดาห์ละ 1 ครั้งรับรองว่า ใบหน้าของสาวๆ จะใสและเนียนนุ่นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

2.ส้มเขียวหวาน

ผลไม้ชนิดนี้หารับประทานได้ง่ายทั่วไปตามท้องตลาด แต่รู้หรือไม่ว่าเจ้าส้มเขียวหวานนี้ยังช่วยสครับผิวให้ดูขาวใสได้จนแทบไม่น่าเชื่อ เนื่องจากเป็นผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง มีสารที่ช่วยกระตุ้นการกำจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้ว อีกทั้งยังทำหน้าที่ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียที่เป็นปัญหาของการเกิดสิว

ขั้นตอนการทำ เพียงแค่น้้ำส้มมาคั้นแล้วนำน้ำที่ได้มาทาให้ทั่วใบหน้า ก็จะช่วยบำรุงผิวให้ดูขาวเนียน ลบรอยแห้งกร้าน ขจัดความหมองคล้ำของผิวที่เคยมี ให้ดูขาวกระจ่างใสขึ้น อีกทั้งยังช่วยชะลอการเกิดริ้วรอยบนใบหน้า ให้กลายเป็นสาวผิวใสและอ่อนกว่าวัยได้อีกด้วย

3.มะละกอสุกกับกล้วยหอม

สูตรนี้สามารถทำความสะอาดผิวได้อย่างล้ำลึก และยังช่วยให้ผิวดูชุ่มชื่น มีความนุ่มนวลมากขึ้น อีกทั้งยังช่วยขจัดความมันบนใบหน้าได้อย่างเห็นผล เพื่อให้ได้ผลมากที่สุดควรเลือกใช้มะละกอที่สุกงอมและมีรสหวาน หรือจะใช้มะละแขกดำก็ได้

พร้อมเตรียมกล้วยหอมบด น้ำผึ้ง น้ำมะนาว นำมาผสมรวมกับเนื้อมะละที่บดละเอียด จากนั้นนำมาพอกให้ทั่วใบหน้า แล้วทิ้งไว้ 5-10 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด จะเห็นความใสของใบหน้าตั้งแต่ครั้งแรกที่ใช้ หากใช้เป็นประจำสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง รับรองว่าการสครับผิวจะกลายเป็นเรื่องง่ายแบบไม่ต้องพึ่งสารเคมีอันตรายอีกต่อไป

อย่าลืมว่าการสครับผิวหน้าที่ดีจะต้องเลือกใช้ส่วนผสมที่เหมาะกับสภาพผิวของตัวเองด้วย เพื่อช่วยให้ผิวหน้าสวยใสได้ผลลัพธ์อย่างที่ต้องการ แบบไม่ต้องมาเจอปัญหาผิวหน้าพังตามมาได้ค่ะ

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com

ไม่ควรมองข้าม ! 6 โรคฮิต คุกคามชีวิตช่วงหน้าหนาวอาการป่วยไข้

ไม่ควรมองข้าม แม้ยังไม่มีประกาศว่า ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ฤดูหนาวอย่างเป็นทางการ จากกรมอุตุนิยมวิทยา แต่ในหลายพื้นที่ของประเทศ รวมถึงกรุงเทพฯ ก็เริ่มสัมผัสลมหนาวกันบ้างแล้ว ไม่แปลกที่อาการป่วยไข้จะเริ่มแวะมาทักทาย

ไม่ควรมองข้าม แม้ยังไม่มีประกาศว่า ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ฤดูหนาวอย่างเป็นทางการ จากกรมอุตุนิยมวิทยา แต่ในหลายพื้นที่ของประเทศ รวมถึงกรุงเทพฯ ก็เริ่มสัมผัสลมหนาวกันบ้างแล้ว ไม่แปลกที่อาการป่วยไข้จะเริ่มแวะมาทักทาย โดยเฉพาะในกลุ่มของเด็กวัยกำลังโต ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีอาการป่วย หรือสุขภาพไม่แข็งแรง และโรคที่มักมากับหน้าหนาว มีดังนี้

ไม่ควรมองข้าม

 

 

โรคไข้หวัด

สำหรับ “ไข้หวัด” นั้น เป็นโรคที่สามารถพบได้ในทุกฤดูกาล แต่ในหน้าหนาว จะพบมากกว่าปกติถึง 2 เท่า หากคุณประมาท เพราะคิดว่าไข้หวัดเป็นไม่นานก็หาย แถมอาการก็ไม่หนักมาก ระวังจะเปลี่ยนจาก “ไข้หวัด” เป็น “ไข้หวัดใหญ่” ได้ง่าย ๆ

โดยอาการทั่วไปของไข้หวัด คือ มีอาการไอจาม คันคอ คัดจมูก น้ำมูกไหล หนาวสั่น ปวดศรีษะ และปวดเมื้อยกล้ามเนื้อ หากอาการไม่ดีขึ้น ภายใน 2-7 วัน ทั้งยังมีไข้สูง ควรรีบไปพบแพทย์ทันที

โรคไข้หวัดใหญ่

เป็นโรคที่มีอาการคล้ายกับโรคไข้หวัดธรรมดา แต่มีอาการรุนแรงกว่าถึงขั้นทำให้เสียชีวิตได้ โดย “ไข้หวัดใหญ่” เกิดจากการติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจอย่างเฉียบพลัน ทำให้ผู้ป่วยมีอาการหนาวสั่น ไข้ขึ้นสูง เจ็บคอ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดศรีษะอย่างรุนแรง และผู้ป่วยบางคนอาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียนร่วมด้วย

โรคปอดบวม

คือ ภาวะปอดอักเสบ ซึ่งเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส และเชื้อรา จนทำให้มีหนองและสารปนเปื้อนอย่างอื่นในถุงลม เป็นผลให้ร่างกายของผู้ป่วยไม่สามารถรับออกซิเจนได้ ทำให้ร่างกายขาดออกซิเจน และอาการที่ว่าอาจทำให้เสียชีวิตได้

โดยโรคปอดบวมนั้น จะมีอาการโดยทั่วไป คือ ไอ มีเสมหะมาก เจ็บหน้าอก มีไข้สูง หรือหายใจหอบ ส่วนความรุนแรงของอาการนั้น ขึ้นอยู่กับช่วงอายุ สภาพแวดล้อม และความรุนแรงของเชื้อโรคที่ได้รับ

โรคผิวหนังแห้งอักเสบ

สำหรับโรคผิวหนังแห้งอักเสบนั้น ไม่ใช่โรคที่เกิดจากการแพ้อาหารหรือสารเคมี แต่เกิดจากผิวหนังของผู้ป่วยที่มีความไวต่อสภาพแวดล้อมรอบตัวดีกว่าคนอื่น ยิ่งในช่วงอากาศหนาวที่ความชื้นในอากาศลดลง เป็นผลให้ผิวแห้ง คัน และลอก ดังนั้น ควรหมั่นเพิ่มความชื้นให้แก่ผิวหนัง ด้วยการทาครีมหรือทาน้ำมันบำรุงผิว

โรคหลอดลมอักเสบ

เป็นโรคที่เกิดจากการการอักเสบที่เยื่อบุหลอดลม ทำให้ผู้ป่วยมีอาการน้ำมูกไหล จาม หายใจลำบาก เจ็บทรวงอก และมีเสมหะในหลอดลม ทั้งนี้ โรคหลอดลมอักเสบ สามารถแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ แบบเฉียบพลัน และแบบเรื้อรัง

โรคหัดเยอรมัน

สำหรับโรคหัดเยอรมันที่หลายคนอาจคุ้นชื่อนั้น เป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสหัดเยอรมัน ซึ่งอาการของผู้ป่วยไม่รุนแรงมาก เนื่องจากมีผู้ป่วยเกินครึ่งไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่า ตนเป็นโรคหัดเยอรมันอยู่ ขณะที่อาการของโรค คือ มีผื่นขึ้นช่วง 2 สัปดาห์หลังสัมผัสเชื้อโรค และอยู่นาน 3 วัน ก่อนจะหายไปไม่เกิน 2 สัปดาห์

วิธีดูแลตัวเองช่วงหน้าหนาว

1. เลือกรับประทานอาหาร ให้ครบ 5 หมู่ โดยเฉพาะผักผลไม้ เนื่องจากในผักผลไม้มีวิตามินสูง ช่วยป้องกันไข้หวัดได้เป็นอย่างดี

2. การดื่มน้ำมาก ๆ ช่วยให้ระบบต่างๆ ในร่างกายทำงานได้ดีขึ้น ที่สำคัญควรงดน้ำเย็น แล้วหันมาดื่มน้ำอุ่นๆ หรือเครื่องดื่มอุ่นๆ แทน

3. ควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ นอกจากเพิ่มความอบอุ่นให้กับร่างกาย ยังช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายของคุณอีกด้วย

4. หลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้กับผู้ป่วยที่เป็นไข้หวัด

5. หากป่วยเป็นไข้หวัด ควรปิดปากและจมูกด้วยหน้ากากอนามัย เพื่อไม่ให้เชื้อโรคแพร่กระจายไปสู่ผู้อื่น

6. สวมใส่เสื้อผ้าหนา ๆ และหากอากาศหนาวมาก ก็ควรสวมหมวกไหมพรม เพื่อเพิ่มความอบอุ่นให้กับร่างกาย

7. คุณควรนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ อย่างน้อยวันละ 8-9 ชั่วโมง

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com

ดูให้ดี

ดูให้ดี ! ‘ตำลึง’ มีทั้งตัวผู้และตัวเมีย กินผิดอาจทำให้ท้องเสียได้

ดูให้ดี ‘ตำลึง’ เป็นผักที่สามารถหารับประทานได้ง่าย เนื่องจากเป็นพืชที่สามารถขยายพันธุ์ได้จากการที่นกกินผลตำลึงเข้าไปแล้วขับถ่ายเป็นเมล็ดออกมา ซึ่งมันจะเจริญเติบโตและแตกยอดได้ดีในช่วงฤดูฝน

ดูให้ดี ตำลึง นั้นอุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายสูง อาทิ สารเบต้าแคโรทีน ที่ช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งและโรคหัวใจขาดเลือด มีแคลเซียมที่ช่วยบำรุงกระดูกและฟัน อีกทั้งยังมีฟอสฟอรัส เหล็ก ไนอาซิน วิตามิน และสารอาหารอื่นๆ ที่จำเป็นต่อร่างกาย

นอกจากนี้มหาวิทยามหิดล พบว่า ตำลึงมีเส้นใยอาหารที่ช่วยลดอัตราเสี่ยงเกิดโรคมะเร็งในกระเพาะอาหารได้ ส่วนในตำรับยาโบราณได้ระบุไว้ว่า ตำลึง เป็นยาเย็น ส่วนของใบช่วยขับพิษร้อน ถอนพิษไข้ แก้อาหารแพ้ อักเสบ แก้แมลงที่มีพิษกัดต่อย แก้แสบคัน แก้เจ็บตา ตาแฉะ ตาแดง บรรเทาโรคผิวหนัง ช่วยลดน้ำตาลในเลือด

ดูให้ดี

สำหรับคุณสาวๆ คนไหนที่เป็นคุณแม่ลูกอ่อน ตำลึง เป็นผักที่มีประโยชน์เป็นอย่างมาก อุดมไปด้วยโปรตีน แคลเซียม ธาตุเหล็ก และวิตามินหลากหลายชนิด อีกทั้งยังมีเส้นใยสูง ช่วยบำรุงน้ำนม ช่วยเพิ่มปริมาณน้ำนมให้เพียงพอต่อความต้องการของลูกน้อยได้

ไม่ใช่แค่สิ่งมีชีวิตเท่านั้นที่มี ‘เพศ’
ไม่ได้พิมพ์หัวข้อผิดแต่อย่างใด แต่จะบอกเอาไว้ว่าผักอย่าง ตำลึง ก็มีเพศได้เช่นเดียวกัน ลองสังเกตกันดูสักหน่อยว่าแกงจืดที่เรากำลังจะรับประทาน หรือทำให้ลูกน้อยได้ทานได้เป็นตำลึงประเทศไหนกันแน่ มีความต่างกันอย่างไร แล้วทำไมถึงจำเป็นต้องแยกเพศ ลองมาอ่านข้อมูลที่เราเอามาฝากกัน

ใบตำลึงเพศผู้

สำหรับใบตำลึงเพศผู้จะมีลักษณะมีหยักที่มากกว่า คนส่วนใหญ่ไม่นิยมนำมารับประทาน ใครที่ธาตุในร่างกายไม่ดี เมื่อทานใบ หรือยอดตำลึงเพศผู้เข้าไปก็อาจทำให้ท้องเสีย หรือถ่ายไม่หยุดได้ แต่ตำลึงเพศผู้นี้ก็มีข้อดีอยู่เหมือนกัน คือ มีสรรพคถณทางยา ช่วยดับพิษร้อน แก้ไข้ ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ดีต่อผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวาน อีกทั้ง ยังสามารถนำใบไปตำเพื่อใช้พอกผิดหนังแก้พิษของแมลงสัตว์กัดต่อยและแก้เริมได้ ส่วนดอกตำลึงก็ใช้ได้เมื่อเกิดอาการคันที่ผิวหนัง รากก็ใช้เป็นยาแก้ไข้และลดการอาเจียนได้

ใบตำลึงเพศเมีย

สำหรับใบตำลึงเพศเมียนี้มีวางขายอยู่ตามท้องตลาดทั่วไป มีลักษณะใบค่อนข้างมน ขอบใบจะหยักไม่มาก สามารถนำมาปรุงอาหารได้ ปลอดภัยมากกว่า

ไม่ว่าจะเป็นตำลึงเพศผู้ หรือเพศเมีย ต่างก็เป็นผักที่ให้ประโยชน์ต่อร่างกายของเราทั้งสิ้น เพียงแต่ต้องเลือกนำมาใช้ให้ถูก ที่สำคัญต้องสังเกตลักษณะของตำลึงให้ดีก่อนนำมาบริโภคด้วย ไม่อย่างนั้นประโยชน์ที่ควรจะเกิดจะกลับกลายเป็นโทษที่ส่งผลเสียได้อย่างไม่รู้ตัว

ขอบคุณแหล่งที่มา  https://www.sanook.com

เทคนิคปิดสิวแบบเร่งด่วน ด้วยการใช้เครื่องสำอางเป็นตัวช่วย

เทคนิคปิดสิวแบบเร่งด่วน เมื่อปัญหาสิวไม่ใช่แค่เรื่องเล็กอีกต่อไป เพราะหากเกิดเหตุการณ์ที่สาวๆ จะต้องออกไปสังสรรค์ พบปะผู้คนแบบกระทัน แต่สิวเจ้ากรรมก็ดันยังไม่ยอมหาย

เทคนิคปิดสิวแบบเร่งด่วน ทางออกที่สามารถทำได้ก็ดูเหมือนจะเป็นการแต่งหน้าปกปิดให้เนียนกริบเพื่อเพิ่มความมั่นใจ ส่วนจะทำอย่างไรได้บ้างนั้น ลองมาดูเครื่องสำอางชั้นเลิศต่อไปนี้ ที่จะทำให้ปัญหาของสาวๆ กลายเป็นเรื่องเล็ก แก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างเลิศเลยทีเดียวค่ะ

เทคนิคปิดสิวแบบเร่งด่วน

คอนซีลเลอร์เพิ่มความสว่าง

คอนซีลเลอร์เป็นไอเท็มที่สำคัญสำหรับการแต่งหน้า เพราะนอกจากจะช่วยให้ใบหน้าดูสว่างขึ้นแล้วยังช่วยปกปิดสิว ฝ้า และริ้วรอยได้เป็นอย่างดี โดยเน้นตรงจุดที่ต้องการจะปกปิด จากนั้นเกลี่ยเบาๆ ออกไปให้ทั่วบริเวณ จนทำให้ให้เนียบเข้ากับสีผิว ซึ่งจะช่วยกลบจุดด่างดำที่เป็นปัญหาสิวให้ดูสว่างขึ้น ลดเลือนความคล้ำให้จางลง

ที่สำคัญเวลาลงคอนซีลเลอร์บนผิวหน้าให้ลงเพียงเล็กน้อยเท่านั้นก็เพียงพอ เพราะถ้าหากลงหนาจนเกินไปจะทำให้หน้าดูขาวลอยจนเหมือนโบ๊ะ ไม่มีความเป็นธรรมชาติ บางครั้งอาจกลายเป็นขุยทำให้หน้าไม่เรียบเนียน ที่ต้องห้ามลืมเลยก็คือการที่ใช้คอนซีลเลอร์ขณะเป็นสิวนั้น ควรเลือกใช้แปรงแต่งหน้าที่สะอาด มาเกลี่ยแทนการใช้มือเปล่าๆ เกลี่ย เนื่องจากที่มือของเรามีสิ่งสกปรกอยู่มาก หากสัมผัสใบหน้ามากเกินไป ก็เสี่ยงที่สิวจะเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิมได้นั่นเอง

ใช้คุชชั่นตบเบาๆ ให้สิวจาง

คุชชั่นเป็นรองพื้นชนิดหนึ่งที่กำลังได้รับความนิยมอีกชนิดหนึ่งในปัจจุบัน โดยเฉพาะในกลุ่มสาวเกาหลี ซึ่งสามารถใช้งานปกปิดสิวได้ดีในระดับหนึ่งๆ เลยทีเดียว ในตลับคุชชั่นนั้นจะมีพัฟเป็นอุปกรณ์กับตัวแป้งรองพื้น วิธีการใช้มีขั้นตอนไม่ยุ่งยาก เพียงแค่สาวๆ ใช้พัฟกดลงไปยังคุชชั่นแล้วนำมาตบบนใบหน้าให้ทั่ว เน้นที่บริเวณเป็นสิว แต่อย่าใช้การตบแรงๆ และห้ามปาดโดยเด็ดขาดเพราะจะทำให้เนื้อครีมไม่เรียบเนียนไปกับผิวและเป็นขุยได้ เพียงเท่านี้สิวบนใบหน้าก็จะดูจางลงและผิวหน้าก็สวยใสเป็นธรรมชาติแบบสาวเกาหลีได้แล้ว

การใช้เมคอัพเบสสีเขียวอำพราง

เมคอัพเบสคือเครื่องสำอางที่ใช้ก่อนที่จะลงรองพื้น โดยเบสจะมีหลายหลายสีและมีสรรพคุณที่แตกต่างกันออกไป แต่ถ้าหากต้องการปกปิดสิวเมคอัพเบสที่ควรเลือกใช้ก็คือเบสสีเขียว เพราะเบสสีนี้สามารถปกปิดสิว รอยดำ รอยแดงได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังช่วยให้ใบหน้าดูอมชมพูมากขึ้นกว่าเดิม ทีนี้สิวที่เคยเด่นชัดก็จะกลายเป็นเพียงรอยจางๆ ที่ใครไม่พยายามสังเกตก็มองเห็นได้ยากแล้ว

ด้วยการใช้เครื่องสำอางเหล่านี้เป็นตัวช่วยปกปิด พร้อมขั้นตอนการใช้งานที่เหมาะสม รับรองว่าจะช่วยทำให้สิวถูกปกปิดในระยะเวลาสั้นๆ ได้ตามที่สาวๆ ต้องการ ส่วนหลังจากนั้นก็อย่าลืมทำความสะอาดผิวหน้าให้เร็วที่สุด จะได้ไม่ทำให้สิวที่เป็นอยู่หายช้าหรือลุกลามหนักขึ้นเพราะสารเคมีในเครื่องสำอางนั่นเอง

ขอบคุณแหล่งที่มา     https://www.sanook.com