งดมื้ออาหาร

งดมื้ออาหาร VS จำกัดปริมาณอาหาร วิธีไหนช่วย “ลดน้ำหนัก” ได้ดีกว่ากัน

งดมื้ออาหาร การลดน้ำหนักโดยทั่วไปก็ไม่มีอะไรมาก แค่ออกกำลังกายให้มากขึ้น และจำกัดปริมาณในการทานอาหารให้น้อยลง แต่การทานให้น้อยลงของหลายๆ

งดมื้ออาหาร คนอาจจะเลือกที่จะลดมื้ออาหารลงไปด้วย โดยส่วนใหญ่จะเลือกงดมื้อเย็นที่ทำให้อ้วนได้ง่ายที่สุด หรืออาจจะกำลังลดน้ำหนักด้วยวิธีงดมื้ออาหารแบบ Intermittent Fasting แต่จริงๆ แล้ววิธีนี้ช่วยลดน้ำหนักได้จริงหรือไม่? เป็นวิธัที่ดีต่อร่างกายหรือเปล่า? เรามีคำตอบจาก Dr. Aki-หมออาคิ มาฝากกัน

งดมื้ออาหาร

“ปัจจุบันมีการแนะนำวิธีไดเอ็ทเพื่อการลดน้ำหนักโดยให้ “งดมื้ออาหาร (Intermittent Fasting)” ที่เริ่มเป็นที่นิยมทำกันมากขึ้นเช่น วิธีไดเอ็ทแบบ 5:2 ซึ่งเป็นวิธีการไดเอ็ทโดยให้ทานอาหารแบบปกติไม่ต้องคำนึงถึงแคลอรีได้ 5 วันต่อสัปดาห์

แต่ต้องให้งดมื้ออาหารโดยให้ทานเพียง 500-600 แคลอรีต่อวันเป็นเวลา 2 วัน (ไม่ติดต่อกัน) ต่อสัปดาห์ อย่างไรก็ตามวิธีการนี้เมื่อเทียบกับวิธีไดเอ็ทแบบดั้งเดิมโดย “จำกัดปริมาณแคลอรีในมื้ออาหาร (Calorie Restriction)” นั้นวิธีไหนจะมีประสิทธิภาพมากกว่ากัน?

ทีมนักวิจัยจากสถาบันมะเร็งแห่งเยอรมัน (DKFZ) และคณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยไฮเดลเบิร์ก ได้ทำการศึกษาเปรียบเทียบผลการลดน้ำหนัก ปริมาณไขมันในช่องท้องและไขมันที่เกาะตับจาก “วิธีไดเอ็ทแบบ 5:2” และ “วิธีจำกัดแคลอรีในมื้ออาหาร” ในกลุ่มอาสาสมัครที่มีน้ำหนักเกินมาตรฐานจำนวน 150 คนเป็นเวลากว่า 1 ปี พบว่าทั้ง 2 วิธี (ซึ่งเมื่อคำนวณปริมาณแคลอรีที่ลดได้ต่อสัปดาห์พอๆ กันคือประมาณ 20%) นี้ให้ผลที่ได้ “ไม่แตกต่างกัน”

ดังนั้นเมื่อพิจารณาจากผลการวิจัยนี้จึงแนะนำได้ว่า เราสามารถเลือกวิธีการไดเอ็ทแบบใดก็ได้ตามข้างต้นขึ้นกับความถนัดของเราร่วมกับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ทั้งนี้สิ่งสำคัญต่อความสำเร็จในการลดน้ำหนักก็คือ “การเริ่มต้นทำ” และ “ความต่อเนื่อง” ของเราเอง”

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com

ตุ่มพอง

ตุ่มพอง จากการเสียดสี-รองเท้ากัด-น้ำร้อนลวก ควรเจาะดีหรือเปล่า?

ตุ่มพอง ใครๆ ต่างก็เคยเจอ ตุ่มพอง ที่เป็นตุ่มใสๆ มีน้ำอยู่ข้างใน แล้วก็อาจจะคันมือคันไม้ อยากที่จะจัดการกับมันเสียเต็มประดา แต่ก่อนที่จะจัดการกับมัน

ตุ่มพอง จริงๆ แล้วมีประโยชน์นะ

ตุ่มพอง
การเสียดสี หรือความร้อนเล็กน้อย เป็นสาเหตุหลักของการเกิด ตุ่มพอง ซึ่งมีของเหลวอยู่ด้านใน แม้เราจะอยากจัดการกับมันเสียเต็มประดา แต่จริงๆ แล้วของเหลวใสที่อยู่ด้านในตุ่มนั้น มีประโยชน์กว่าที่คุณคิด!

เนื่องจากตุ่มพองมักเกิดขึ้นบริเวณที่มีการเสียดสี และผิวหนังส่วนนั้นที่พองขึ้นมา เป็นวิธีการของร่างกายในการปกป้องผิว และของเหลวใสที่อยู่ในตุ่มพองนั้น ก็มีหน้าที่ในการป้องกันผิวด้านล่าง ซึ่งเป็นผิวหนังที่จะเกิดขึ้นใหม่ นอกจากนี้ของเหลวนี้ยังเป็นประโยชน์ต่อผิวด้านล่างเนื่องจากทำให้ผิวบริเวณนั้นสะอาด

จึงเป็นการป้องกันการติดเชื้อ และเร่งอาการให้ดีขึ้น เพราะฉะนั้นถึงแม้ตุ่มพองจะทำให้รู้สึกเจ็บ แต่เราก็ไม่ควรจะเจาะตุ่มน้ำออก นอกจากในกรณีที่มีขนาดใหญ่เกินไป และทำให้เกิดการเจ็บหรือระคายเคือง ตุ่มพองส่วนใหญ่จะหายไปได้เอง โดยไม่ต้องรับการรักษาจากแพทย์แต่อย่างใด

แต่ถ้าอยากจัดการกับตุ่มพอง…
ถึงแม้ตุ่มพองจะไม่จำเป็นและไม่ควรต้องเจาะออก แต่ในกรณีที่ตุ่มพองมีขนาดใหญ่มาก และคุณห้ามใจไม่ได้ที่อยากจะเจาะ ให้ใช้วิธีการต่อไปนี้

  • ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อเข็มที่จะใช่เจาะ โดยการลนไฟให้ปลายเข็มร้อนจนแดง และล้างด้วยแอลกอฮอล์
  • ล้างมือ และล้างบริเวณที่จะเจาะให้สะอาด เมื่อเจาะแล้วของเหลวไหลออกมา
  • หากคุณสังเกตว่า ของเหลวที่ไหลออกมาเป็นสีขาวหรือเหลือง นั่นหมายความว่า เกิดการติดเชื้อเข้าแล้ว และต้องเข้ารับการรักษาโดยแพทย์
  • ไม่ควรดึงหนังบริเวณที่เจาะตุ่มออก เพื่อเป็นการป้องการผิวหนังด้านล่างที่เกิดขึ้นใหม่
  • ใช้ยาฆ่าเชื้อทาบริเวณที่เจาะ
  • เฝ้าสังเกตสัญญาณของการติดเชื้อ คือบริเวณที่เป็นตุ่มพองรู้สึกอุ่นและแดง มีหนองไหลออกมา หรือเกิดรอยแดงบริเวณรอบตุ่มพองและขยายวงกว้างวิธีการหลีกเลี่ยงการเกิดตุ่มพอง

ในกรณีของตุ่มพองที่เกิดจากน้ำร้อนลวกหรือรอยไหม้ เราอาจไม่มีวิธีป้องกัน นอกจากจะบอกให้ระมัดระวังของร้อนเหล่านี้ แต่สำหรับตุ่มพองที่เกิดจากการเสียดสีต่างๆ นั้น วิธีการหลีกเลี่ยงการเกิดตุ่มพอง ก็คือการป้องกันการเสียดสี เช่น ใส่ถุงมือเวลาต้องทำงานที่ทำให้เกิดการเสียดสี อย่างการใช้คราดกวาดใบไม้

การใช้จอบหรือเสียมเพื่อทำสวน การใช้มือเปล่าจับเครื่องมือเหล่านี้ สามารถทำให้เกิดตุ่มพองได้ โดยเฉพาะถ้าคุณทำเป็นครั้งแรก สำหรับตุ่มพองที่เกิดจากรองเท้า ค่อยๆ ปรับการสวมรองเท้าใหม่ทีละน้อย โดยการทาปิโตรเลียมเจลลี่ หรือปิดแผ่นกันรองเท้ากัดบริเวณที่เกิดการเสียดสี

เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดตุ่มพองขึ้น อย่างไรก็ตาม ตุ่มพองจะไม่ใช่แค่ตุ่มพองธรรมดา ถ้ามันเกิดขึ้นมา โดยที่คุณไม่สามารถระบุสาเหตุของการเกิด ลักษณะการเกิด หรือที่มาของตุ่มพองได้ ตุ่มพองที่เกิดขึ้นเช่นนี้ อาจเกี่ยวข้องกับการไหลเวียนของเลือด หรือโรคเบาหวาน นอกจากนี้ หากตุ่มพองบวมขึ้นเรื่อยๆ และรู้สึกเจ็บหรือแดง ก็อาจแสดงถึงการติดเชื้อ ซึ่งคุณควรต้องไปพบหมอ

ขอบคุณแหล่งที่มา      https://www.sanook.com

ผู้หญิงที่ไม่เคยตั้งท้อง

ผู้หญิงที่ไม่เคยตั้งท้อง มีความเสี่ยงเป็นมะเร็งรังไข่ สูงกว่าหรือเปล่า

ผู้หญิงที่ไม่เคยตั้งท้อง ถึงแม้จะเป็นมะเร็งที่พบได้เพียงร้อยละ 3 ในผู้หญิง แต่มะเร็งรังไข่ ก็มีอัตราการเสียชีวิตสูง เมื่อเทียบกับมะเร็งชนิดอื่นๆ

ผู้หญิงที่ไม่เคยตั้งท้อง ในระบบสืบพันธุ์ของผู้หญิง โดยบางส่วนเนื่องจากมักแสดงอาการน้อย จนกระทั่งมีการแพร่กระจายมากขึ้น และเนื่องจากขาดการตรวจคัดกรองที่เหมาะสม และ ความเสี่ยงเป็นมะเร็งรังไข่ ประการหนึ่ง ยังสัมพันธ์กับประวัติการตั้งครรภ์ของผู้หญิง

ผู้หญิงที่ไม่เคยตั้งท้อง

ผลของประวัติการตั้งครรภ์ต่อการเป็นมะเร็งรังไข่

มีหลายการศึกษาเผยว่า ผู้หญิงที่ไม่เคยมีบุตร หรือคลอดบุตรเมื่อมีอายุมาก จะมีความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งรังไข่สูงขึ้นเล็กน้อย แต่ก็มีจำนวนเพียงเล็กน้อย ผู้หญิงที่เคยตั้งครรภ์ และอุ้มท้องจนถึงครบกำหนดคลอด ก่อนอายุ 26 ปี

มีความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งรังไข่ต่ำกว่าผู้ไม่เคยตั้งครรภ์ ความเสี่ยงจะลดลงการการตั้งท้อง จนครบกำหนดคลอดในแต่ละครั้ง ผู้หญิงที่ครบกำหนดคลอดครั้งแรก หลังจากอายุ 35 ปี หรือไม่เคยตั้งครรภ์จนครบกำหนดคลอด มีความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งรังไข่สูงกว่า

มีสมมุติฐานว่า ยิ่งผู้หญิงได้รับฮอร์โมนเอสโตรเจนมากเท่าใดในชีวิต ก็ยิ่งมีความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งรังไข่มากขึ้นเท่านั้น การคลอดบุตรจัดเป็น “การปกป้อง” เนื่องจากทำให้ผู้หญิงอยู่ห่างจากการตกไข่/ฮอร์โมนเอสโตรเจน

เป็นเวลาเก้าเดือนในระหว่างตั้งครรภ์ นอกจากนี้ โอกาสในการเป็นมะเร็งรังไข่จะยิ่งลดลงมากขึ้น หากผู้หญิงเลือกที่จะให้นมบุตร สมมุติฐานอีกประการหนึ่งคือ

เมื่อผู้หญิงตกไข่ การซ่อมแซมคอร์ปัสลูเทียม (corpus luteum) หรือถุงน้ำที่ไข่ถูกขับออกมา สามารถทำให้เกิดการกลายพันธ์ุ (genetic mutations) ที่ทำให้เกิดมะเร็งรังไข่ได้

ความเสี่ยงอื่นๆ

มะเร็งรังไข่สัมพันธ์กับปัจจัยหลายประการ ประการแรกคือ ผู้หญิงเข้าสู่วัยหมดประจำเดือนหลังจากอายุ 50 ปี (แล้วมีฮอร์โมนเอสโตรเจนนานขึ้น) และผู้มีอายุมากกว่า 63 ปี มีโอกาสมากขึ้นในการเป็นมะเร็งรังไข่ นอกจากนี้ ผู้หญิงที่เป็นโรคอ้วน (ค่าดัชนีมวลร่างกายมากกว่า 30) มีความเสี่ยงมากขึ้น

เนื่องจากเนื้อเยื่อไขมันสามารถเปลี่ยนเป็นฮอร์โมนเอสโตรเจน ที่หมุนเวียนมากขึ้นในร่างกาย ความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งยังลดลง หลังจากการรับประทานยาคุมกำเนิดเป็นเวลา 3 ถึง 6 เดือน (ชนิดฮอร์โมนโปรเจสตินเท่านั้น)

สุดท้ายแต่ไม่ท้ายที่สุด ปัจจัยทางพันธุกรรมยังมีบทบาทในการเกิดมะเร็งรังไข่ (ความเป็นไปได้เกิดจากทั้งฝ่ายแม่ และฝ่ายพ่อ) ประวัติครอบครัวที่เคยเป็นมะเร็งเต้านม และมะเร็งลำไส้ สามารถสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น

ในการเป็นมะเร็งรังไข่ เนื่องจากการรับพันธุกรรมของยีนที่มีการกลายพันธ์ุบางชนิด เป็นสาเหตุร่วมกันของมะเร็งประเภทนี้ทั้งหมด

ขอบคุณแหล่งที่มา   https://www.sanook.com

รักษาโรค

รักษาโรค “เข่ากำเริบ” ของผู้สูงอายุดูแลสุขภาพข้อเข่า ด้วยแพทย์แผนไทย

รักษาโรค แพทย์แนะทางเลือกในการดูแลสุขภาพข้อเข่าผู้สูงอายุด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทย หลังพบอาการกำเริบหนัก ในช่วงอากาศหนาว

รักษาโรค นายแพทย์สรรพงศ์ ฤทธิรักษา รองอธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ในฐานะรองโฆษกกรม กล่าวว่า ประเทศไทยจะก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มตัว ผู้สูงอายุต้องการการดูแลรักษา รวมถึงการชะลอความเสื่อมของร่างกาย

รักษาโรค

ทั้งนี้ ช่วงการเปลี่ยนผ่านฤดูกาลส่งผลกระทบต่อสุขภาพของผู้สูงอายุในช่วงที่สภาพอากาศหนาวเย็น ส่งผลให้เกิดอาการปวดตามข้อต่อต่างๆ โดยเฉพาะข้อเข่าซึ่งจะพบได้บ่อยในผู้สูงอายุ หรือรู้จักกันดีคือ โรคข้อเข่าเสื่อม (Osteoarthritis of knee)

โรคข้อเข่าเสื่อม ศาสตร์การแพทย์แผนไทยเรียกว่า โรคลมจับโปง แบ่งออกเป็น 2 ชนิด ได้แก่ จับโปงน้ำจะมีอาการปวดเข่า เข่าบวม อักเสบชัดเจน มีน้ำในข้อเข่า ส่วนจับโปงแห้ง จะมีอาการปวดเข่า อักเสบไม่ชัดเจน มักพบเสียงกรอบแกรบในข้อเข่า ข้อเข่าฝืด สะบ้าติด งอพับเข่าได้ไม่ดีนัก

เมื่อพบอาการดังกล่าวแพทย์แผนไทยมีวิธีบรรเทาอาการด้วยการนวดรักษาเฉพาะจุดเพื่อส่งเลือดให้ไปเลี้ยงบริเวณข้อเข่ามากขึ้น ลดการเกร็งของกล้ามเนื้อรอบๆ ข้อ กระตุ้นระบบไหลเวียนบริเวณข้อเข่าให้ดีขึ้น หลังจากนั้นจะทำการประคบสมุนไพร หรือใช้ยาพอกเข่าเพื่อลดการอักเสบและอาการปวดเข่า

นอกจากการทำหัตถการดังกล่าวข้างต้นแล้ว ยังมี การใช้ยาสมุนไพรที่อยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติ เช่น ยาสมุนไพรเถาวัลย์เปรียงที่มีการศึกษาวิจัย พบว่า ยาสมุนไพรเถาวัลย์เปรียงสามารถลดอาการอักเสบ

และบรรเทาอาการปวดได้ผลดีเหมือนยาแก้อักเสบแผนปัจจุบัน และไม่ก่อให้เกิดการสะสมของสารเคมีในร่างกาย ยังมีน้ำมันไพลใช้สำหรับถูนวดบรรเทาอาการปวด และลดการอักเสบได้ดี ถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการดูแลสุขภาพที่เกี่ยวกับอาการปวดเข่า

นายแพทย์สรรพงศ์ กล่าวอีกว่า หากต้องการที่จะห่างไกลจากโรคข้อเข่า ควรดูแลร่างกายและหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงของการเกิดโรค เช่น การไม่ยกของหนัก หรือทำกิจกรรมต่างๆ ที่เกิดแรงกดต่อข้อเข่ามากเกินไป หลีกเลี่ยงการรับประทานประเภทหน่อไม้ เครื่องในสัตว์ และอาหารหมักดอง รวมถึงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์

เพราะจะส่งผลให้เกิดอาการปวดข้อ และข้อบวมได้ ควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ อาหารที่ช่วยบำรุงข้อ ได้แก่ อาหารจำพวกธัญพืช เมล็ดถั่ว เมล็ดงา ออกกำลังกายเป็นประจำ สำหรับผู้มีน้ำหนักเกินไม่ควร ออกกำลังกายโดยการวิ่ง การกระโดด หรือประเภทที่ก่อให้เกิดแรงกดต่อข้อเข่า ควรใช้การว่ายน้ำ การปั่นจักรยานอากาศ หรือการทำท่ากายบริหารแบบฤาษีดัดตน ควรพักผ่อนให้เพียงพอวันละ 6-8 ชั่วโมง และรักษาความอบอุ่นของร่างกายให้เป็นปกติอยู่เสมอ

ขอบคุณแหล่งที่มา     https://www.sanook.com

นั่งเล่นมือถือ

นั่งเล่นมือถือ หรือแท็บเล็ตต่างๆ ขณะขับถ่ายใน “ห้องน้ำ” เสี่ยงอันตราย

นั่งเล่นมือถือ สังคมก้มหน้าที่ต้องคอยติดตามข่าวสารผ่านสมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ตต่างๆ ทำให้ชีวิตของคนเรามีสมาร์ทโฟน

นั่งเล่นมือถือ หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เป็นปัจจัยที่ 5 ที่ทุกคนขาดไม่ได้ ดังนั้นเราจึงเห็นหลายคนถือโทรศัพท์มือถือติดตัวไปด้วยตลอดเวลา ไม่ว่าจะที่ไหนหรือเมื่อไร แม้กระทั่งขณะนั่งถ่ายในห้องน้ำ และนี่อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคร้ายต่อร่างกายโดยที่เราอาจไม่ทันระวังตัว

นั่งเล่นมือถือ

นั่งเล่นมือถือขณะขับถ่ายในห้องน้ำ เสี่ยงอันตราย

ท้องผูก

ไม่ใช่แค่อาหารการกินที่ไม่ถูกต้องที่ทำให้เราท้องผูก (>>อาการ “ท้องผูก” รู้ก่อน ป้องกันได้) แต่การนั่งขับถ่ายอยู่บนโถส้วมนานๆ (แม้กระทั่งการนั่งเฉยๆ ไม่ได้ถ่าย) ก็สามารถเพิ่มความเสี่ยงในอาการท้องผูกมากยิ่งขึ้น

เพราะการใช้โทรศัพท์มือถือขณะถ่ายอาจดึงคสมาธิ และความสนใจในการถ่ายไปจากเรา ทำให้ต้องขับถ่ายนานกว่าปกติ รวมถึงอาจหายปวดท้องจนไม่ได้ถ่ายไปเลยก็ได้

ริดสีดวงทวาร

การนั่งถ่ายนาน และการเบ่งถ่ายเป็นการเพิ่มแรงดันบริเวณปากทวารหนักมากยิ่งขึ้นโดยไม่รู้ตัว ทำให้เลือดคั่งบริเวณทวารหนัก จนเป็นสาเหตุของโรคริดสีดวงทวารได้

ท้องร่วง

ทราบหรือไม่ว่าโทรศัพท์มือถือที่เราหยิบเข้าไปในห้องน้ำ เมื่อเราวางตามพื้นที่ต่างๆ ในห้องน้ำ รวมถึงมือที่เราหยิบจับอุปกรณ์ต่างๆ ในห้องน้ำแล้วมาจับที่มือถืออีกครั้ง

เป็นการส่งผ่านเชื้อโรคมากมายหลายร้อยชนิดที่พบได้ในห้องน้ำทั่วไป และเมื่อเราไม่ได้ทำความสะอาดโทรศัพท์มือถือเป็นประจำ การหยิบจับมือถือแล้วไปหยิบอาหารเข้าปาก ก็อาจทำให้เรามี่ความเสี่ยงต่อโรคท้องร่วงได้

หน้ามืด เหน็บชา

หลายคนนั่งบนโถส้วมแบบชักโครก แล้วก้มตัวลงเอาศอกยันต้นขาหรือเข่า ท่านั่งในลักษณะนี้อาจทำให้เกิดอาการเหน็บชาที่ขาได้ รวมไปถึงอาการหน้ามืดที่เกิดจากการก้มตัวลงจ้องมองหน้าจอโทรศัพท์มือถือ แล้วลุกขึ้นจากโถส้วมอย่างรวดเร็ว

จนเกิดอาการหน้ามืดขึ้นได้เช่นกัน หากเกิดอาการหน้ามืดอย่างรุนแรงระหว่างที่ทำธุระในห้องน้ำ อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุที่อันตรายต่อชีวิตได้ โดยเฉพาะผู้ที่มีร่างกายอ่อนแอ พักผ่อนน้อย ทานอาหารไม่เพียงพอ โลหิตจาง เบาหวานกำเริบ หรือผู้สูงอายุ เป็นต้น

คำแนะนำในการขับถ่ายในห้องน้ำอย่างถูกวิธี

ไม่ควรใช้เวลาขับถ่ายในห้องน้ำเกิน 10-15 นาที ควรเข้าไปเพื่อตั้งใจขับถ่ายจริงๆ หากนั่งนานแล้วยังไม่ถ่าย ให้ออกมาจากห้องน้ำก่อน อาจดื่มน้ำ นม หรือผลไม้ให้มากขึ้น แล้วค่อยรอจนกว่าจะปวดท้องเพื่อขับถ่ายอีกครั้ง เมื่อขับถ่ายเสร็จให้รีบออกมาจากห้องน้ำทันที

ขอบคุณแหล่งที่มา   https://www.sanook.com

วิ่งแล้วคันยุบยิบๆ ความรู้สึกหลังวิ่งเสร็จใหม่ๆแปลว่าไขมันเริ่มแตกตัวจริงหรือ?

วิ่งแล้วคันยุบยิบๆ ความรู้สึกหลังวิ่งเสร็จใหม่ๆ หรือขณะกำลังวิ่ง สำหรับมือใหม่หัดวิ่งแล้ว ไม่ได้มีความรู้สึกแค่เหนื่อยจนหายใจไม่ทัน

วิ่งแล้วคันยุบยิบๆ เหนื่อยเหมือนจะขาดใจตาย แต่ยังมีอีกหนึ่งความรู้สึกที่มักเกิดขึ้นกับหลายๆ คน นั่นคือ อาการคันยิบๆ ตามตัวหรือตามขา อาจรวมไปถึงต้นขา สะโพก หรือเอวได้ด้วย

บางคนคิดในแง่ดีว่า วิ่งแล้ว ไขมันเริ่มแตกตัวจนรู้สึกได้ ก็ดีใจเพราะคิดว่ากำลังจะผอม จริงๆ แล้วเป็นอย่างไร มาหาคำตอบกันค่ะ

วิ่งแล้วคันยุบยิบๆ

ทำไมวิ่งแล้วคันยิบๆ?
อาการคันยิบๆ ตามขา ลำตัว สะโพก หรือส่วนอื่นๆ ของร่างกายขณะที่วิ่ง หรือหลังวิ่งเสร็จใหม่ๆ เป็นปฏิกิริยาของเส้นใยประสาทที่มีโปรตีนชนิดหนึ่ง เรียกว่า “ฮีสตามีน”

ตามปกติแล้ว ฮีสตามีน จะถูกหลั่งออกมาเมื่อร่างกายมีอาการแพ้สารบางอย่าง โดยหน้าที่ของฮีสตามีน คือการหลั่งออกมาเพื่อเพิ่มการขยายของหลอดเลือดอย่างปัจจุบันทันด่วน เพื่อที่ร่างกายจะเพิ่มอัตราการไหลเวียนของโลหิตไปยังเนื้อเยื่อที่บาดเจ็บ

หรือมีอาการติดเชื้อ เพื่อลำเลียงระบบคุ้มกันที่อยู่ในเลือดให้เข้าไปจัดการเนื้อเยื่อบริเวณที่มีปัญหาได้โดยเร็ว และแน่นอนว่าผลข้างเคียงของฮีสตามีนที่เข้าไปขยายหลอดเลือด จะทำให้เกิดอาการคันยิบๆ

แต่นอกจากหน้าที่หลักของ ฮีสตามีน ตามที่ได้กล่าวไปแล้ว ฮีสตามีนยังหลั่งออกเมื่อมีการออกกำลังกายอย่างหนักอีกด้วย เนื่องจากคนที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย กล้ามเนื้อ หรือ

ระบบไหลเวียนโลหิตอาจจะยังไม่คุ้นชินกับการถูกกระตุ้นด้วยการออกกำลังกายอย่างหนักในครั้งแรกๆ ร่างกายเลยหลั่งฮีสตามีนออกมาเพื่อขยายหลอดเลือดให้ระบบไหลเวียนโลหิตทำหน้าที่ลำเลียงโลหิตไปสู่ส่วนต่างๆ ของร่างกายได้เร็วขึ้น ป้องกันอาการเมื่อยล้า และช่วยให้เราอึดมากขึ้น

ดังนั้นใครก็ตามที่วิ่ง หรือออกกำลังกายหนักๆ แล้วคันยุบยิบไปทั้งตัว แสดงว่าไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย เส้นประสาทที่อยู่ในบริเวณนั้นๆ เช่น ตามขา สะโพก ลำตัว หรือแม้กระทั่งต้นแขน เลยมีความไวต่อฮีสตามีนมากกว่าคนที่ออกกำลังกายเป็นประจำ

วิ่งแล้วคัน ทำอย่างไร?
ทางแก้ง่ายๆ คือ ทนไปก่อนค่ะ ระดับความคันนี้จะแค่คันยุบยิบๆ ในระดับที่ทนได้ เมื่อพักร่างกายหลังวิ่ง หรือหลังออกกำลังกายไปสักพัก อาการคันก็จะหายไป และควรวิ่ง หรือออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกวัน (หรือเกือบทุกวัน) เพื่อให้เส้นประสาทมีความไวต่อฮีสตามีนน้อยลง อาการคันก็จะค่อยๆ หายไปเอง

ทั้งนี้ หากวิ่ง หรือออกกำลังกายแล้วคันมากเป็นพิเศษ ไม่ใช่แค่คันยุบยิบธรรมดาๆ คันแล้วไม่หาย อาจจะมาเป็นที่สาเหตุอื่น เช่น ความอับชื้นของเหงื่อในร่างกายที่ทำปฏิกิริยากับเสื้อผ้าที่ใช้ออกกำลังกาย อาจระบายอากาศได้ไม่ดีพอ

เสื้อผ้าไม่สะอาด หรือมีสารตกค้างจากผงซักฟอก และสาเหตุอื่นๆ แต่แน่นอนว่าไม่ได้เป็นไขมันแตกตัวอย่างที่หลายคนคิดแน่นอน กว่าไขมันจะค่อยๆ สลายตัว ใช้เวลาร่วมหลายเดือน และไม่ได้ทำให้เรารู้สึกชัดเจนอะไรขนาดนั้นแน่ๆ

อย่างไรก็ตาม เราขอให้รู้ไว้ว่า คุณมาถูกทางแล้ว วิ่งแล้วคันยิบๆ นั้นเป็นสัญญาณที่ดี จงวิ่งต่อไป สู้ๆ ค่ะ

ขอบคุณแหล่งที่มา     https://www.sanook.com

รีวิวไฮไลท์สีผมทูโทน

รีวิวไฮไลท์สีผมทูโทน สลัดลุคเดิมให้สวยเป๊ะกว่าที่เคย ทำสีผมแบบธรรมดา

รีวิวไฮไลท์สีผมทูโทน สามารถโชว์ความแซ่บได้ด้วยการรวบผมครึ่งหัว หรือมัดผมหางม้าโชว์ความมีสไตล์ สร้างลุคใหม่ให้ดูโดดเด่นได้ทันที

รีวิวไฮไลท์สีผมทูโทน หลังจากที่พักการทำสีผมตั้งแต่ทำสีผมด้วยเกสรดอกไม้ ผ่านมาแล้ว 6 เดือนกว่า ความดำของโคนผมเริ่มมาทำให้หน้าดูโทรม หมองๆ ไม่สดใส

ว่าแล้วก็คิดไม่ตกว่าจะทำสีผมดีมั้ย เพราะเวลาเบื่อเวลาโคนดำขึ้นมาแล้วต้องหาเวลามาทำวนอีกไม่จบไม่สิ้น แต่แล้วก็เกิดไอเดียในการทำสีด้วย ไฮไลท์สีผมทูโทน ซ่อนผมสีด้านใน โคนจะดำก็ยังดูไม่ออก

รีวิวไฮไลท์สีผมทูโทน

เมื่อตั้งใจแล้วว่าจะทำ ไฮไลท์สีผมทูโทน สเต็ปต่อมาคือหาร้านที่มีสไตล์ เพราะการทำสีผมด้านในมันต้องมีศิลปะในการแบ่งผม เพื่อให้ได้สีผมที่สวยไล่สีอย่างมีมิติ

ครั้งนี้ลูกเกดเลือกทำที่ร้าน Perfect Hair Design โดย พี่หน่อย เป็นผู้เนรมิตสีผมให้ เมื่อไปถึงร้านก็บอกเลยว่าอยากได้โทนสีน้ำเงินหรือสีเขียว เพราะแอบไปถามเพื่อนๆ มาแล้วว่าสีที่บอกจะใช้เวลาหลุดนานและจะค่อยๆ เฟดเป็นสีเทากว่าจะซีดใช้เวลา แม่กะว่าอีกนานคงจะได้กลับมาทำ

หลังจากเช็ดสภาพผมแล้ว ก็จัดการฟอกสีผม จากการทำผมสีน้ำตาลเข้มมาก่อน ต้องทำการฟอกสีถึง 2 รอบ แต่ที่น่าแปลกใจคือระหว่างที่ฟอกไม่แสบ ไม่คันหนังศีรษะ เหมือนทุกครั้งที่เคยฟอกสีผมร้านอื่น ทางร้านบอกว่าถ้าใช้ผลิตภัณฑ์ดี ผมและหนังศีรษะก็จะโดนทำร้ายน้อยลงด้วย

เมื่อได้ผมสีสว่างแล้ว ถึงขึ้นตอนลงสีช่วงปลายและลงผมส่วนบนเป็นสีเข้มชื่อสีบลูแบล็ค (สีดำเงาไม่ใช่สีดำธรรมชาติ) ทิ้งไว้ประมาณครึ่งชั่วโมง โดนใช้ที่ครอบผมแบ่งทั้งสองสีไว้

ระหว่างทำสีพี่หน่อยเล่าให้ฟังว่า “เทรนด์สีผมมาแรงในช่วงนี้ของต่างประเทศจะเป็นสีแดงส้ม แดงม่วง แต่คนไทยยังนินมโทนสีบลอนด์เทา ส่วนการทำไฮไลท์ทูโทนมีมานานหลายปี แฟชั่นมันจะวนๆ เหมือนเสื้อผ้า เดี๋ยวขาม้า ขากระดิ่งหรือขาเดฟ

เรื่องผมก็เหมือนกัน จะวนเวียนอยู่เรื่อยๆ แต่ถ้าจะให้พูดถึงการทำไฮไลท์ทูโทน สีที่คนชอบทำมากจะเป็นสีโทนเย็น อย่างสีน้ำเงินม่วง สีเขียว ส่วนสีโทนร้อนอย่าง สีชมพู สีแดง อาจจะดูแรง แต่สุดท้ายแล้วก็อยู่ที่ความชอบ ถ้าทำอะไรแล้วมั่นใจก็ทำไป”

เคล็ดลับยืดอายุสีผมให้สวยเริ่ด “วิธีการรักษาผมสีแฟชั่นอย่างสีน้ำเงิน สีม่วง สีบลอนด์เทา ให้อยู่ทน ควรใช้แชมพูที่เหมาะกับการทำสีผม อย่างเช่นชมพูและครีมนวดที่มีเม็ดสีม่วงจะช่วยรักษาเม็ดสีส้มหรือเม็ดเหลืองไม่เห็นชัด เวลาสีหลุดมันจะเป็นสีบลอนด์”

อ่ะ….เมื่อครบกำหนดเวลา มาถึงขึ้นตอนการล้าง ที่หลายคนอาจจะตามว่าเอ๊ะ เขาจะมีวิธีล้างยังไง วิธีล้างจะแบ่งล้างทีละสี โดยเริ่มล้างส่วนล่างก่อนและตามด้วยส่วนด้านบน

หลังจากเป่าไดร์และตัดผมให้เป็นทรง เสร็จแล้วจ้า สำหรับรีวิว ไฮไลท์สีผมทูโทน จะเห็นได้เลยว่าการทำสีผมแบบนี้ ช่วยเพิ่มความสนุกให้กับการทำผมมากขึ้น จะเกล้าผม ถักเปีย หรือปล่อยผมก็เห็นปลายสีไล่ ทีนี้ไม่ว่าจะหันมุมไหนก็สะบัดผมโชว์ได้ทุกทิศทาง

ขอบคุณแหล่งที่มา     https://www.sanook.com

ทริคแต่งหน้า ให้ติดทน สำหรับสาวผิวมันปัญหาเหล่านี้จะหมดไป

ทริคแต่งหน้า ให้ติดทน หนึ่งในความกังวลสุดคลาสสิค สำหรับการแต่งหน้าของคุณผู้หญิงคงหนีไม่พ้นปัญหาความมันบนใบหน้า

ทริคแต่งหน้า ให้ติดทน ที่ไม่ว่าใคร ก็ไม่ต้องการให้เครื่องสำอาง ที่บรรจงลงไว้อย่างดี ต้องไหลมากองรวมกัน ใช่ไหมคะ ปัญหาเหล่านี้จะหมดไป เพียงเรารู้เทคนิคดีๆ ในการแต่งหน้าสำหรับผู้หญิงผิวมัน ดังนี้ค่ะ

ทริคแต่งหน้า

1.มาสก์หน้าด้วยโคลนดูดซับความมัน

การมาสกหน้าด้วยโคลน นอกจากช่วยดูดซับความมันบนใบหน้าแล้ว ยังช่วยทำให้รูขุมขนกระชับขึ้น และช่วยทำให้ผิวหน้าเนียนนุ่มขึ้นอีกด้วย โดยการมาสก์โคลนนี้ ควรทิ้งไว้ไม่เกิน 10 – 15 นาที เพราะหากปล่อยไว้นานเกินไป จะทำให้หน้าแห้ง ซึ่งจะเป็นตัวกระตุ้นทำให้ต่อมไขมัน ผลิตน้ำมันออกมามากเกินไป เพียงมาสกสัปดาห์ละครั้ง ก็จะทำให้มันน้อยลง

2.ใช้ครีมบำรุงผิวแบบปราศจากน้ำมัน (oil free )

การเลือกครีมบำรุงให้เหมาะกับสภาพผิว เป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างมาก โดยเราควรเลือกครีม หรือเซรั่มบำรุงผิวหลังล้างหน้า ที่ปราศจากส่วนผสมของน้ำมัน โดยนอกจากจะช่วยลดความมันบนใบหน้าลงแล้ว ยังช่วยให้เครื่องสำอางที่ใช้ติดหน้าเป็นระยะเวลายาวนานมากขึ้น เนื่องจากสภาพผิวหน้าของเราแข็งแรงขึ้นนั่นเอง

3.ลงไพรเมอร (primer) ก่อนแต่งหน้าทุกครั้ง

หลังการลงครีมบำรุงที่ปราศจากน้ำมันไปแล้ว สิ่งต่อมาที่ขาดไม่ได้เลยสำหรับผู้หญิงผิวมันก็คือ การทาไพรเมอรเพื่อช่วยปกปิดรูขุมขน ทำให้เครื่องสำอางติดทนตลอดวัน การเลือกไพรเมอรคุณภาพดี โดยไม่จำเป็นต้องมีราคาที่สูงเกินไปนี้ เป็นสิ่งที่คุ้มค่ามากสำหรับสาวผิวมัน เพราะไพรเมอรที่ดีนั้น จะทำให้เรารู้สึกว่ารูขุมขนเล็กลง แต่งหน้าง่ายขึ้น ทุกครั้งที่ทาลงไป

4.ใช้รองพื้นเนื้อแมท

ไม่ว่าเทรนฮิตต่างๆในการแต่งหน้าจะหลากหลายแค่ไหน สิ่งที่เหมาะและทำให้ผู้หญิงผิวมันมั่นใจตลอดกาล คงหนีไม่พ้นการแต่งหน้าโดยใช้รองพื้นเนื้อแมท เพราะจะช่วยควบคุมความมันได้ดีมากกว่าการแต่งหน้าแบบดิวอี้ หน้าเงา หรือการใช้คุชชั่นนั่นเอง เราควรใช้ฟองน้ำในการช่วยเกลี่ยรองพื้นให้ซึมเข้าผิวอย่างสม่ำเสมอทั่วใบหน้า จะช่วยไม่ให้เครื่องสำอางที่ลงต่อจากนั้นไหลมากองรวมกันง่ายเกินไป

5.ใช้เครื่องสำอางเนื้อฝุ่น

เครื่องสำอางชนิดเนื้อฝุ่น เป็นตัวเลือกที่ดีมาก สำหรับผู้หญิงผิวมันอย่างเรา ไม่ว่าจะเป็นเนื้อฝุ่นธรรมดา หรือเนื้อฝุ่นแบบอัดแข็ง โดยมีให้เลือกทั้ง อายแชร์โดว(ที่เขียนเปลือกตา) ที่เขียนคิ้ว บลัชออน(ที่ทาแก้ม) เพราะเครื่องสำอางชนิดนี้ จะช่วยควบคุมความมันให้เราได้ดีกว่าเครื่องสำอางค์ชนิดอื่นๆ ทำให้ยังคงสีสันอยู่บนใบหน้าของเราได้นาน ตลอดวัน

นอกจากทริคที่นำฝากข้างต้นนี้แล้ว ควรคำนึงถึงเรื่องการทำความสะอาดผิวหน้า และการดื่มน้ำในปริมาณที่เพียงพอในแต่ละวัน ก็จะเป็นสิ่งที่ช่วยลดความมัน และช่วยให้ง่ายต่อการแต่งหน้าของผู้หญิงผิวมันมากยิ่งขึ้นค่ะ

ขอบคุณแหล่งที่มา     https://www.sanook.com

วิธีเลือกกิน

วิธีเลือกกิน “เนื้อสัตว์” อย่างไร ห่างไกล “มะเร็ง”แต่ก็ไม่ใช่เนื้อสัตว์ทุกประเภท

วิธีเลือกกิน หลายคนอาจจะเคยทราบมาบ้างแล้วว่า เนื้อสัตว์ เป็นปัจจัยเพิ่มความเสี่ยงโรคมะเร็ง แต่ก็ไม่ใช่เนื้อสัตว์ทุกประเภท และวิธีการทานเนื้อสัตว์ที่ถูกต้อง

วิธีเลือกกิน อันตรายในการเป็นโรคมะเร็งแต่อย่างใด ดังนั้นหากเราเลือกทานเนื้อสัตว์ถูกวิธี เราก็สามารถมีชีวิตที่อยู่รอดปลอดภัยจากโรคมะเร็งได้ไม่ยาก

วิธีเลือกกิน

เลือกกิน “เนื้อสัตว์” อย่างไร ห่างไกล “มะเร็ง”
เลือกทานเนื้อสีอ่อน อย่างเนื้อไก่ เนื้อปลา มากกว่าเนื้อแดง (หากคอเลสเตอรอลในเลือดสูง ควรหลีกเลี่ยงอาหารทะเล หรือทานให้น้อยลง)

เนื้อแดง เช่น เนื้อวัว เนื้อควาย เนื้อแพะ เนื้อแกะ หรือเนื้อสัตว์ใหญ่อื่นๆ ยังสามารถทานได้ แต่ไม่ควรทานเกินสัปดาห์ละ 500 กรัม หรือวันละ 5-6 ช้อนโต๊ะ และอย่าลืมปรุงให้สุกก่อนทานเสมอ

วิธีปรุงเนื้อสัตว์ ควรทานด้วยวิธีปรุงแบบต้ม นึ่ง ควรหลีกเลี่ยงการปิ้ง หรือย่าง เพราะรอยไหม้ที่เกิดจากการปิ้งย่าง สามารถเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งได้

ลดการทานเนื้อสัตว์แปรรูป เช่น ไส้กรอก เบคอน บาโลน่า แฮม ลูกชิ้น ฯลฯ เพราะอาจมีสารก่อมะเร็งเป็นส่วนผสม

หากมีอายุมากขึ้น สามารถลดการทานเนื้อสัตว์ลงได้ โดยเน้นผักผลไม้ให้มากขึ้น และอาจเสริมสารอาหารด้วยการทานโปรตีนจากไข่ (บริโภคได้ทั้งไข่ขาว และไข่แดง วันละ 1-2 ฟอง) หรือจากนม ถั่วต่างๆ เป็นต้น

เพียงหลักการทานเนื้อสัตว์ง่ายๆ เท่านี้ เราก็จะสามารถลดความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งได้ไม่ยาก แต่หากใครมีความกังวล อาจจะเพราะมีคนในครอบครัวเป็นโรคมะเร็งมาก่อน

สามารถเข้ารับการตรวจร่างกาย และรับคำปรึกษาจากแพทย์ได้ที่โรงพยาบาลใกล้บ้านได้ทันที ตั้งแต่อายุ 20 ปีขึ้นไป (หรือจะน้อยกว่านี้ก็ได้)

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com

 …

แพทย์เผย

แพทย์เผย “งูสวัด” อาจเสี่ยง “ปวดปลายประสาทตามผิวหนัง”

แพทย์เผย อาการปวดปลายประสาทตามผิวหนังจากเชื้อไวรัสงูสวัดเป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบได้บ่อย

แพทย์เผย อาการปวดปลายประสาทตามผิวหนังจะเกิดภายหลังการอักเสบ เป็นผื่น ตุ่มน้ำจากเชื้อไวรัสงูสวัด โดยการติดเชื้อไวรัสงูสวัดเป็นผลจากการกระตุ้นซ้ำของเชื้อไวรัสที่หลบซ่อนอยู่ในปมประสาทรับความรู้สึกและก่อให้เกิดผื่นที่มีลักษณะเป็นตุ่มน้ำใส กระจายไปตามผิวหนังที่เส้นประสาทนั้นๆ ครอบคลุมอยู่ร่วมกับมีอาการปวดที่จะทุเลาและหายไปภายในไม่กี่สัปดาห์

แพทย์เผย

แพทย์หญิงไพรัตน์ แสงดิษฐ ผู้อำนวยการสถาบันประสาทวิทยา กล่าวเพิ่มเติมว่า อุบัติการณ์ของการเกิดผื่นจากงูสวัดอยู่ที่ 3.4 ราย ต่อ 1,000 คน และมีแนวโน้มสูงขึ้นในกลุ่มผู้สูงอายุตั้งแต่อายุ 50-90 ปี โดยพบ 11 รายต่อ 1,000 คน นอกจากนี้ยังพบว่า ประมาณ 1 ใน 5 ของผู้ป่วยที่เป็นงูสวัด มักจะมีอาการปวดตามมาในเวลา 3 เดือนหลังเกิดอาการงูสวัด

อาการของโรคงูสวัด

ผู้ป่วยจะมีอาการปวดตามผิวหนัง บริเวณที่เคยอักเสบมีผื่นหรือตุ่มน้ำจากงูสวัด มีอาการแสบร้อนปวดแปล๊บๆ คล้ายถูกไฟช็อต หรืออาการปวดผิวหนัง ที่เกิดขึ้นเมื่อมีการกระตุ้นด้วยสัมผัสต่างๆ ร่วมกับอาการผิดปกติเกี่ยวกับระบบประสาทรับความรู้สึก เช่น ชา คันยุบยิบผิดปกติ

ปวดปลายประสาทตามผิวหนังจากงูสวัด

อาการปวดปลายประสาทจากงูสวัดเป็นผลโดยตรงจากการตอบสนองที่เส้นประสาทถูกทำลายในช่วงที่มีการอักเสบจากงูสวัดโดยมีปัจจัยเสี่ยงของอาการปวดปลายประสาทจากงูสวัด ได้แก่ อายุที่เพิ่มสูงขึ้น

ความรุนแรงของอาการแรกเริ่มของผื่น อาการปวดในช่วงที่เกิดการอักเสบจากงูสวัด โดยเฉพาะผู้ป่วยสูงอายุที่มีโรคร่วมเรื้อรัง เช่น ปอดอักเสบ เบาหวาน หรือกลุ่มผู้ป่วยที่มีภูมิต้านทานบกพร่อง

การรักษาอาการปวดปลายประสาทจากงูสวัด

สามารถรักษาอาการปวดตามอาการโดยอาจใช้เพียง topical treatment เช่น เจลพริก (capsaicin gel) ถ้าอาการปวดไม่มากหรือเลือกใช้ยากลุ่มกันชักหรือยากลุ่มต้านเศร้า อย่างไรก็ตามพบว่าผู้ป่วยส่วนหนึ่งที่มีอาการปวดจากงูสวัด สามารถดีขึ้นและหายได้เอง เมื่อเวลาผ่านไปสำหรับการป้องกันไม่ให้เกิดอาการปวดปลายประสาทจากงูสวัด ทำได้โดยการป้องกันไม่ให้เกิดการติดเชื้อ

โดยแนะนำให้กลุ่มผู้สูงอายุตั้งแต่ 50-60 ปีขึ้นไป ได้รับวัคซีนป้องกันไวรัสงูสวัด เนื่องจากการศึกษาพบว่าสามารถลดอุบัติการณ์เกิดงูสวัดได้ถึง 50% และลดอุบัติการณ์การเกิดอาการปวดปลายประสาทจากงูสวัดได้ถึง 66%

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com/