ระดับสีค่าฝุ่นละออง

ระดับสีค่าฝุ่นละออง PM 2.5 ฟ้า-เขียว-เหลือง-ส้ม-แดง บอกอะไรเราบ้าง?

ระดับสีค่าฝุ่นละออง ช่วงนี้แอปพลิเคชั่นที่ฮอตที่สุด คงหนีไม่พ้น แอปวัดระดับฝุ่นละอองในอากาศ ที่มีให้เลือกใช้มากมาย แต่ที่เป็นที่นิยมในบ้านเรา

ระดับสีค่าฝุ่นละออง คือ Air4Thai และ AirVisual ที่มีการแบ่งระดับปริมาณฝุ่นละอองในอากาศด้วยสี เมื่อเห็นสีส้มสีแดง ให้เราใส่หน้ากาก N95 ทุกครั้งที่ออกจากบ้านทันที

แต่จริงๆ แล้วระดับสีของค่าฝุ่นละออง บอกอะไรเราได้มากกว่านั้น

ระดับสีค่าฝุ่นละออง PM 2.5 ฟ้า-เขียว-เหลือง-ส้ม-แดง บอกอะไรเราบ้าง?
พื้นที่สีเหลือง สถานการณ์อยู่ในระดับปานกลาง

ระดับสีค่าฝุ่นละออง
บุคคล: คนทั่วไป สามารถออกไปกลางแจ้งได้ ออกกำลังกายกลางแจ้งได้ หากเป็นอาชีพที่ต้องออกไปกลางแจ้งเป็นเวลานานพิจารณาใส่หน้ากากป้องกัน ทั้งนี้ควรมีช่วงที่กลับไปพักในอาคารที่มีการระบายอากาศดีหรือมีเครื่องปรับอากาศเป็นระยะๆ

คนกลุ่มเสี่ยง ควรปรับเวลาในการออกไปกลางแจ้ง และหากต้องออกไปกลางแจ้งควรใส่หน้ากากป้องกัน

สถานที่: บ้าน สามารถเปิดประตูหรือหน้าต่างห้องได้ ถ้าไม่มีคนกลุ่มเสี่ยงอยู่ในห้อง แต่ไม่ควรเปิดทิ้งไว้ตลอด

โรงเรียนหรือหน่วยงาน พิจารณาปรับเวลาเข้าและเลิก ลดกิจกรรมกลางแจ้ง

สิ่งแวดล้อม: ยานพาหนะ สามารถเข้ามาได้ในพื้นที่ตามปกติ

ควรปลูกต้นไม้เพิ่ม โดยเฉพาะต้นไม้ที่มีใบมาก ไม้เลื้อย ไม้ล้มลุก หรือไม้พุ่มบางชนิด เช่น เล็บมือนาง กะทกรก ใบระบาด เครือออน คริสตินาและไทรเกาหลี

เวลา: ปริมาณ PM2.5 มีการเปลี่ยนแปลงตามช่วงเวลา โดยมีระดับสูงขึ้นในช่วงเช้าและเย็น และจะมีระดับลดลงในช่วงกลางวัน ควรมีการติดตามสถานการณ์เป็นระยะๆ

พื้นที่สีส้ม สถานการณ์อยู่ในระดับเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ
บุคคล: คนทั่วไป ควรปรับเวลาในการออกไปกลางแจ้ง ลดการออกกำลังกายกลางแจ้ง หากเป็นอาชีพที่ต้องออกไปกลางแจ้งเป็นเวลานานควรใส่หน้ากากป้องกัน ทั้งนี้ควรมีช่วงที่กลับไปพักในอาคารที่มีการระบายอากาศดีหรือมีเครื่องปรับอากาศเป็นระยะ ๆ

คนกลุ่มเสี่ยง ลดเวลาในการออกไปกลางแจ้ง และหากต้องออกไปกลางแจ้งควรใส่หน้ากากป้องกัน

สถานที่: บ้าน ไม่ควรเปิดประตูหรือหน้าต่างห้อง หากมีเครื่องปรับอากาศและเครื่องฟอกอากาศสามารถใช้ได้

โรงเรียนหรือหน่วยงาน ลดเวลาเรียนหรือทำงาน งดกิจกรรมกลางแจ้ง

สิ่งแวดล้อม: ยานพาหนะ สามารถเข้ามาได้ในพื้นที่ตามปกติ

หลีกเลี่ยงการเผาขยะ

ควรปลูกต้นไม้เพิ่ม โดยเฉพาะต้นไม้ที่มีใบมาก ไม้เลื้อย ไม้ล้มลุก หรือไม้พุ่มบางชนิด เช่น เล็บมือนาง กะทกรก ใบระบาด เครือออน คริสตินาและไทรเกาหลี

เวลา: ปริมาณ PM2.5 มีการเปลี่ยนแปลงตามช่วงเวลา โดยมีระดับสูงขึ้นในช่วงเช้าและเย็น และจะมีระดับลดลงในช่วงกลางวัน ควรมีการติดตามสถานการณ์เป็นระยะๆ

พื้นที่สีแดง สถานการณ์อยู่ในระดับมีผลกระทบต่อสุขภาพ
บุคคล: คนทั่วไป ลดเวลาในการออกไปกลางแจ้ง งดออกกำลังกายกลางแจ้ง หากเป็นอาชีพที่ต้องออกไปกลางแจ้งเป็นเวลานานควรใส่หน้ากากป้องกัน ทั้งนี้ควรมีช่วงที่กลับไปพักในอาคารที่มีการระบายอากาศดีหรือมีเครื่องปรับอากาศเป็นระยะๆ

คนกลุ่มเสี่ยง งดการออกไปกลางแจ้ง และหากต้องออกไปกลางแจ้งควรใส่หน้ากากป้องกัน

สถานที่: บ้าน ไม่ควรเปิดประตูหรือหน้าต่างห้อง หากมีเครื่องปรับอากาศและเครื่องฟอกอากาศสามารถใช้ได้

โรงเรียนหรือหน่วยงาน ควรปิดเรียนหรือหยุดทำงาน

สิ่งแวดล้อม: ยานพาหนะ ลดจำนวนพาหนะที่เข้าสู่พื้นที่ โดยเฉพาะเครื่องยนต์ดีเซล จัดการจราจรให้คล่องตัว

งดการเผาขยะ

ควรปลูกต้นไม้เพิ่ม โดยเฉพาะต้นไม้ที่มีใบมาก ไม้เลื้อย ไม้ล้มลุก หรือไม้พุ่มบางชนิด เช่น เล็บมือนาง กะทกรก ใบระบาด เครือออน คริสตินาและไทรเกาหลี

เวลา: ปริมาณ PM2.5 มีการเปลี่ยนแปลงตามช่วงเวลา โดยมีระดับสูงขึ้นในช่วงเช้าและเย็น และจะมีระดับลดลงในช่วงกลางวัน ควรมีการติดตามสถานการณ์เป็นระยะๆ

ส่วนสีฟ้า และเขียว บ่งบอกว่าเป็นเขตที่มีอากาศดี ปริมาณของฝุ่นน้อยถึงน้อยมาก ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย ไม่ต้องใส่หน้ากากเมื่อออกจากบ้าน

ช่วงนี้สถานการณ์ยังน่าเป็นห่วง ขอให้อัปเดตแอปพลิเคชั่นเพื่อเช็กสภาพอากาศทุกวัน ติดหน้ากาก N95 เอาไว้ในกระเป๋าตลอดเวลา และหลีกเลี่ยงการออกจากบ้าน หรือทำกิจกรรมนอกบ้าน เช่น ออกกำลังกาย

หรือหากจำเป็นต้องอยู่ในพื้นที่กลางแจ้งที่มีฝุ่นเยอะ เช่น ริมถนน เป็นเวลานาน อย่าลืมสวมหน้ากาก N95 ตลอดเวลาด้วย หากรู้สึกหายใจไม่สะดวกเหมือนจะเป็นลม

ควรรีบเข้าพักในอาคารที่ปิดประตูหน้าต่าง แล้วถอดหน้ากากหายใจให้สะดวกทั่วท้อง สุดท้าย หากมีปัญหากับการสวมหน้ากาก N95 ควรปรึกษาแพทย์ใกล้บ้านเพื่อหาวิธีป้องกันที่เหมาะสมต่อไป

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com…

ปวดท้อง ท้องเสียบ่อย ถ่ายเลือดปน สัญญาณอันตราย “ลำไส้อักเสบเรื้อรัง”

ปวดท้อง อาการปวดท้องบ่อยๆ ท้องเสียประจำ ถ่ายมีมูก หรือถ่ายมีเลือด เกิดได้กับทุกคน แต่ถ้าอาการเหล่านี้ เกิดขึ้นเรื้อรังและติดต่อกันเป็นเวลานาน

ปวดท้อง อย่าชะล่าใจไปเชียว เพราะนั่นเป็นสัญญานเตือนว่า คุณอาจอยู่ ในภาวะเสี่ยงที่จะเป็น “โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง”

โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง เป็นอย่างไร?

“กลุ่มโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง หรือ IBD (Inflammatory Bowel Disease) เป็นโรคที่ยังไม่เป็นที่รู้จัก แพร่หลายสำหรับคนไทย เนื่องจากในอดีตเป็นโรคที่มักจะเกิดเฉพาะกับคนในตะวันตกและ ตะวันออกกลาง

แต่ในปัจจุบันพบว่ามีผู้ป่วยโรคนี้ในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพิ่มมากขึ้นและพบได้ ทุกช่วงอายุตั้งแต่เด็ก จนถึงสูงอายุ โดยอายุที่มักเริ่มมีอาการคือ 20-40 ปีซึ่งสถานการณ์ในประเทศไทย มีแนวโน้มของอุบัติการณ์ของโรคเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ” รศ.นพ.สถาพร มานัสสถิตย์ ประธานชมรมลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่ สมาคมแพทย์ระบบทางเดินอาหาร แห่งประเทศไทย กล่าว

อาการของโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง

ด้วยความที่โรค IBD มีอาการคล้ายคลึงกับโรคทางระบบทางเดินอาหารอื่น เช่น โรคกระเพาะ โรคริดสีดวงทวาร หรือโรคลำไส้แปรปรวน หรือ IBS (Irritable Bowel Syndrome) จึงมักทำให้ ผู้ป่วยไม่ เฉลียวใจว่าอาการปวดท้อง

ท้องเสีย หรือถ่ายเป็นเลือด ที่เกิดขึ้นเป็นอาการของ IBD ทำให้ได้รับ การรักษาที่ไม่ตรงกับโรค ผู้ป่วยจึงเป็นหนักขึ้นและมีอาการอักเสบเรื้อรังยิ่งขึ้น

ปวดท้อง
สาเหตุของโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง

ผศ.นพ. จุลจักร ลิ่มศรีวิไล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ด้านโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง ให้ข้อมูลว่า โรคลำไส้อักเสบเรื้อรังเกิดจากภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยทำงานมากผิดปรกติ

และคิดว่าลำไส้ของตัวเอง เป็นสิ่งแปลกปลอมจึงทำให้เกิดการอักเสบขึ้น คล้ายกับ “โรคพุ่มพวง” ต่างกันที่โรคพุ่มพวงทำให้เกิดการอักเสบได้ทุกส่วนในร่างกาย แต่โรคลำไส้อักเสบเรื้อรังจะเกิดการอักเสบที่ระบบทางเดินอาหารเป็นหลัก

อันตรายของโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง

“โรค IBD หากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง อาจเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ลำไส้ตีบตัน ลำไส้ทะลุ และมีโอกาสเสี่ยงเป็นมะเร็ง หรืออาจเกิดโรคแทรกซ้อนถึงขั้นเสียชีวิตได้ ดังนั้น หากมีอาการที่อาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคนี้ ผู้ป่วยควรรีบมาพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยให้แน่ชัด” นพ.จุลจักร กล่าว

“เมื่อรู้ตัวว่าป่วย ก็ปรับเปลี่ยนลักษณะการใช้ชีวิตทั้งหมด ควบคุมอาหารการกินอย่างเคร่งครัด จากที่เคยทานแต่อาหารรสจัด ก็งดในทันที

รวมถึงคนในครอบครัวด้วยเช่นกัน” คุณซาน โตส กุมารี ตัวแทนผู้ป่วยกล่าว ทางด้านคุณฐิรตา กรีใจวัง อีกหนึ่งผู้ป่วยที่เคยละเลยและไม่ทำการรักษาอย่างต่อเนื่อง เพราะกลัวผลข้างเคียงที่ได้รับจากยา “สำหรับผู้ที่ป่วยเป็นโรคนี้ ถ้ามีวินัยในตัวเอง เราสามารถควบคุมมันได้”

ผลข้างเคียงทางจิตใจ จากโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง

นอกจากอาการของโรคนี้จะส่งผลกระทบต่อร่างกายแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจและความสัมพันธ์กับคนในครอบครัว เพราะมักรู้สึกว่าตนเองไร้ความสามารถ เกิดความเครียดจากการเจ็บป่วย ทำให้นอนไม่หลับ รู้สึกขาดอิสระในการดำเนินชีวิต และตกอยู่ในภาวะโรคซึมเศร้าจนต้องลาออกจากงาน

“เมื่อทราบว่าตัวเองป่วย เราก็เกิดอาหารหดหู่ ส่งผลให้การดำรงชีวิตประจำวันเปลี่ยนไปมาก กลายเป็นคนขี้กังวล ไม่มีสมาธิ เดิมทีเป็นคนชอบเล่นกีฬา ก็จำเป็นต้องหยุดเล่นกีฬาทุกชนิด เหมือนถูกสมองสั่งให้มองหาห้องน้ำตลอดเวลา

ในตอนแรกเราไม่ทราบว่าตัวเองป่วยเป็นโรคอะไร และไม่รู้ว่าจะผ่านมันไปได้อย่างไร แต่ตอนนี้สามารถเรียนรู้ที่จะอยู่กับโรคนี้ได้แล้ว เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดในการต่อสู้กับโรคนี้ คือกำลังใจและความเข้าใจจากคนในครอบครัว” คุณบี ฮัว เมอรี่ ตัน ตัวแทนผู้ป่วยที่มาร่วมแชร์ประสบการณ์กล่าว

การป้องกันโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง

เนื่องจากไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด จึงทำให้การป้องกันโรค IBD เป็นไปได้ยาก แต่สามารถควบคุมดูแล รักษาโรคให้ดีขึ้น รวมถึงสามารถลดความรุนแรงของอาการ และลดโอกาสเกิดอาการกำเริบได้ โดยมัก ใช้ยาเป็นแนวทางการรักษาหลัก

เพื่อทำให้เยื่อบุลำไส้คืนสู่สภาพปกติจนไม่มีอาการผิดปกติใดๆ แต่เพราะโรคนี้ยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ดังนั้น แม้จะได้หยุดยาแล้ว แต่ผู้ป่วยก็ยังจำเป็นต้องอยู่ ในการดูแลของแพทย์ และตรวจติดตามอาการเป็นระยะ เพื่อที่หากโรคเริ่มกลับเป็นซ้ำ จะได้รักษาอาการ ได้ทันท่วงที

ศ.นพ.รณชัย คงสกนธ์ นายกแพทยสมาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า แพทยสมาคม มีโครงการ “อุ่นใจเมื่อใกล้แพทยสมาคม” โดยมีจุดมุ่งหมาย ในการส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการรวมกลุ่มผู้ป่วยโรคต่างๆ

ที่มีผลต่อคุณภาพการดำเนินชีวิตในระยะยาว ทั้งต่อผู้ป่วย ครอบครัว สังคมและเศรษฐกิจ เพื่อให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับโรค จากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่เป็นที่ปรึกษาโครงการ โดยมีกลุ่มของผู้ป่วยเป็นคนขับเคลื่อนกิจกรรมกลุ่ม

ในลักษณะการเป็น patient support group มีการแบ่งปันความรู้และประสบการณ์ ระหว่างแพทย์ที่ปรึกษา ผู้ป่วยและ ญาติผู้ป่วย เพื่อให้เกิดความเข้าใจในกระบวนการ การดูแลและรักษา ซึ่งประสบความสำเร็จมาแล้ว 7 โครงการกับ 7 กลุ่มโรค ซึ่งกลุ่มโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง (IBD) เป็นกลุ่มที่ 8 ภายใต้โครง“การอุ่นใจเมื่อใกล้แพทยสมาคม”

“โครงการกลุ่มผู้ป่วยโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง “IBD มีเพื่อน…Happy Life ถ้าลำไส้ไม่อักเสบเรื้อรัง” เป็นอีก หนึ่งโครงการที่ แพทยสมาคมฯ จับมือกับชมรมแพทย์ลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่ สมาคมแพทย์ระบบทางเดิน อาหาร

ที่ต้องการประชาสัมพันธ์ความรู้เกี่ยวกับโรคลำไส้อักเสบเรื้อรังที่ถูกต้อง ตั้งแต่ สาเหตุของการเกิดโรค อาการของโรค กระบวนวินิจฉัยและการรักษา แนวทางดูแลตัวเองสำหรับผู้ป่วยและครอบครัว เพื่อให้ผู้ป่วย และครอบครัว สามารถปรับสภาพ การดำเนินชีวิตให้อยู่ในเกณฑ์ปกติได้” ศ.นพ.รณชัย กล่าว

รศ.นพ.สถาพร กล่าวเสริมว่า “ทางกลุ่มฯ ได้จัดทำเว็ปไซต์ www.ibdthai.com ให้เป็นช่องทางในการ เข้าถึงและรู้จักกับโรคได้อย่างรวดเร็ว และเข้าใจง่าย ด้วยข้อมูลที่ถูกต้องน่าเชื่อถือจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

เริ่มเปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม ศกนี้ เป็นต้นไป โดยนอกจากผู้ป่วยและครอบครัวที่สามารถ เข้ามาค้นหาวิธีการดูแลรักษาโรคที่ถูกต้อง รวมถึงได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้จากประสบการณ์ของผู้ป่วย และผู้ดูแลผู้ป่วย”

ประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะผู้ที่สงสัยว่าอาจเป็นโรคนี้ ก็เข้ามาทำความรู้จักกับโรค และประเมินตัวเอง ในเบื้องต้นได้ที่เว็ปไซต์แห่งนี้ เพื่อที่หากพบความผิดปกติ ก็จะได้รีบตรวจและรักษาความผิดปกติ ได้เร็ว ก่อนที่จะกลายเป็นโรคเรื้อรัง หรือ หากเป็นแล้ว ก็ยังมีโอกาสจะกลับมาเป็นปกติได้มากขึ้นและ เร็วยิ่งขึ้น ถ้ารักษาได้ทันท่วงที

ขอบคุณแหล่งที่มา   https://www.sanook.com…

ทีมนักวิจัยอังกฤษทดสอบ

ทีมนักวิจัยอังกฤษทดสอบ “เครื่องวิเคราะห์ลมหายใจ” ตรวจหามะเร็ง

ทีมนักวิจัยอังกฤษทดสอบ ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า โรคหลายๆ โรคสร้างกลิ่นกายเฉพาะตัวที่ออกมาจากร่างกายของผู้ป่วย อาทิ ไข้รากสาดน้อยที่ทำให้ผู้ป่วยมีกลิ่นตัวเหมือนขนมปังอบ

ทีมนักวิจัยอังกฤษทดสอบ กับกลิ่นของสารเเอซิโทนที่ใช้ในน้ำยาล้างเล็บ เช่นเดียวกับกลิ่นแอปเปิ้ลเน่าที่เกิดจากโรคเบาหวาน

ผลการวิจัยชิ้นล่าสุดยังพบว่า ลมหายใจของคนเราอาจช่วยบอกได้ด้วยว่ากำลังเป็นโรคมะเร็ง

และเพื่อทดสอบสมมุติฐานนี้ ศูนย์การวิจัยมะเร็งแห่งสหราชอณาจักร (Cancer Research UK) ได้เริ่มต้นการทดสอบเครื่องวิเคราะห์ลมหายใจตรวจมะเร็งที่เรียกว่าthe Breath Biopsy กับคนเป็นเวลานาน 2 ปี เพื่อตรวจหาโมเลกุลที่ออกมากับลมหายใจ ซึ่งใช้ในการตรวจหามะเร็ง

ทีมนักวิจัยอังกฤษทดสอบ

ในกระบวนการเผาผลาญพลังงานของร่างกายที่ทำงานเป็นปกติ ร่างกายจะผลิตโมเลกุลที่ออกมากับละอองลมหายใจที่เรียกว่า VOC (volatile organic compounds) และผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่ามะเร็งจะสร้างโมเลกุล VOC เช่นกัน

แต่มีลักษณะเเตกต่างออกไปจากร่างกายคนปกติ ซึ่งนักวิจัยหวังว่าเครื่องวิเคราะห์ลมหายใจจะช่วยแยกความแตกต่างนี้ได้

Billy Boyle ผู้ร่วมก่อตั้งเเละซีอีโอของบริษัท Owlstone Medical ที่คิดค้นเเละพัฒนาเครื่องวิเคราะห์ลมหายใจนี้ กล่าวกับ CNN ว่าเป้าหมายของการทดลองนี้คือการค้นหาความเเตกต่างระหว่างโมเลกุล VOC ปกติกับชนิดที่ไม่ปกตินี้ให้ได้

การทดลองกับคนนี้ดำเนินการโดยศูนย์วิจัยมะเร็งแห่งสหราชอณาจักรในเมืองเเคมบริดจ์ (Cancer Research UK Cambridge Centre) และกำลังรับสมัครอาสาสมัครจำนวน 1,500 คน รวมทั้งคนที่มีสุขภาพเเข็งเเรงดีเพื่อเป็นกลุ่มควบคุม

ทีมนักวิจัยวางเเผนที่จะเริ่มต้นการทดลองกับกลุ่มผู้ป่วยมะเร็งกระเพาะอาหารเเละมะเร็งหลอดอาหารเป็นกลุ่มเเรก ตามมาด้วยกลุ่มผู้ป่วยมะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งไต มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ มะเร็งตับเเละตับอ่อน

ผู้เข้าร่วมในการทดลองจะต้องเป่าลมหายใจออกเข้าไปในเครื่องวิเคราะห์ลมหายใจนาน 10 นาที เพื่อให้ได้ตัวอย่างโมเลกุลที่อยู่ในละอองลมหายใจ ซึ่งจะถูกนำไปวิเคราะห์โดยทีมนักวิจัยในห้องทดลองของบริษัท Owlstone Medical ในเมืองเเคมบริดจ์

ทีมงานมุ่งหาทางระบุให้ได้ว่า โรคมะเร็งมีกลิ่นหรือโมเลกุลในละอองลมหายใจที่แตกต่างไปอย่างไร เเละสามารถค้นพบมะเร็งได้ในระยะเริ่มเเรกได้เร็วแค่ใหน และหากผู้ป่วยจะกลายเป็นมะเร็งจริงๆ ตัวอย่างลมหายใจของผู้ป่วยจะใช้เปรียบเทียบกับตัวอย่างจากคนที่ไม่เป็นมะเร็งได้หรือไม่

ศาสตราจารย์ Rebecca Fitzgerald หัวหน้าทีมนักวิจัยที่ศูนย์วิจัยมะเร็งแห่งอังกฤษ ที่เมืองเเคมบริดจ์ กล่าวในแถลงการณ์ว่า จำเป็นอย่างมากที่ต้องเร่งพัฒนาอุปกรณ์ใหม่ๆ อย่างเช่น เครื่องวิเคราะห์ลมหายใจนี้ ซึ่งช่วยตรวจหาเเละวินิจฉัยมะเร็งได้ตั้งเเต่เนิ่นๆ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ป่วยมีโอกาสรอดชีวิต

ศูนย์วิจัยมะเร็งแห่งอังกฤษชี้ว่า มีผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่มากกว่า 360,000 คนทุกปีในอังกฤษ และองค์การอนามัยโลกหรือ WHO รายงานว่า ในระดับโลก มีผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่ราว 18 ล้าน 1 เเสนคนในปีที่ผ่านมา

หากการทดลองกับคนครั้งนี้ได้ผลสำเร็จ ทั้้งบริษัท Owlstone Medical เเละศูนย์วิจัยมะเร็งหวังว่า แพทย์จะสามารถนำเครื่องวิเคราะห์ลมหายใจเครื่องนี้ไปใช้ในการตรวจร่างกายผู้ป่วย เพื่อช่วยในการตัดสินใจว่าควรเเนะนำให้เข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งเพิ่มเติมหรือไม่

ศาสตราจารย์ Fitzgerald กล่าวว่า ทีมงานหวังว่าการทดลองครั้งนี้จะช่วยให้ค้นพบสัญญาณของโรคมะเร็งได้ตั้งเเต่ยังอยู่ในระยะเริ่มต้น ซึ่งเป็นขั้นตอนที่สำคัญมากในการพัฒนาเทคโนโลยีการตรวจมะเร็งโดยใช้ลมหายใจ

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com…

แพทย์เตือน

แพทย์เตือน อากาศเย็นลง ระวังโรค “ปอดบวม” ในเด็ก และผู้สูงอายุ

แพทย์เตือน โรงพยาบาลพะเยา เตือนโรคปอดบวมในเด็กและผู้สูงอายุ แนะหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่แออัด หมั่นล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอ ป้องกันการแพร่เชื้อโรค

แพทย์เตือน แพทย์หญิงจิรพร ภัทรนุธาพร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลพะเยา เปิดเผยว่า ตามที่ประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาเรื่อง อากาศแปรปรวนบริเวณประเทศไทยตอนบนว่า ประเทศไทยตอนบนมีอากาศหนาวเย็นโดยทั่วไปและมีลมแรง อุณหภูมิจะลดลง 3-5 องศาเซลเซียส ในภาคเหนือ ส่วนบริเวณเทือกเขาสูงมีอากาศหนาวถึงหนาวจัด

แพทย์เตือน

 

อุณหภูมิต่ำสุด 3-13 องศาเซลเซียส และมีน้ำค้างแข็งเกิดขึ้นบางพื้นที่ ขอให้ประชาชนบริเวณประเทศไทยตอนบนรักษาสุขภาพเนื่องจากสภาพอากาศที่หนาวเย็นลง

โดยที่มักพบในช่วงฤดูหนาวคือ โรคปอดบวม ซึ่งผู้ป่วยมีอาการปอดติดเชื้อและเกิดภาวะอักเสบ อาจเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส เชื้อรา พยาธิ หากเกิดการติดเชื้อจากสารเคมีหรือยาบางชนิด มักเรียกว่าปอดอักเสบ

ทั้งนี้ปอดบวมหรือปอดอักเสบเกิดได้ในทุกเพศทุกวัย โดยจะพบมากในเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปี ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคประจำตัว และผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ส่วนอาการของปอดบวมจะมีไข้ ไอเจ็บหน้าอก และหอบเหนื่อย ผู้สูงอายุ อาจมีอาการซึม สับสน

เด็กทารกหรือเด็กเล็ก อาจมีอาการปวดท้อง ท้องอืด อาเจียน ซึม ร้องกวน ไม่ดูดนม ร่วมด้วย และบางรายอาจมีอาการชักจากไข้ ในเด็กทารกหรือเด็กเล็กที่เป็นมากจะมีอาการหายใจหอบเร็วมาก อาจมีอาการตัวเขียว ริมฝีปาก ลิ้น เล็บเขียว และภาวะขาดน้ำ

สำหรับการป้องกันโรคปอดบวม ควรหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่แออัด สวมหน้ากากอนามัย เพื่อไม่ให้มีการแพร่เชื้อไปยังผู้อื่น หมั่นล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอ

ดูแลรักษาตามอาการ เช่น หากมีไข้สูงควรเช็ดตัว รับประทานยาลดไข้ และดื่มน้ำมาก ๆ หากพบว่าผู้สูงอายุหรือเด็กมีอาการที่กล่าวมาข้างต้น ควรไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษาได้อย่างทันท่วงที

ขอบคุณแหล่งที่มา     https://www.sanook.com

งดมื้ออาหาร

งดมื้ออาหาร VS จำกัดปริมาณอาหาร วิธีไหนช่วย “ลดน้ำหนัก” ได้ดีกว่ากัน

งดมื้ออาหาร การลดน้ำหนักโดยทั่วไปก็ไม่มีอะไรมาก แค่ออกกำลังกายให้มากขึ้น และจำกัดปริมาณในการทานอาหารให้น้อยลง แต่การทานให้น้อยลงของหลายๆ

งดมื้ออาหาร คนอาจจะเลือกที่จะลดมื้ออาหารลงไปด้วย โดยส่วนใหญ่จะเลือกงดมื้อเย็นที่ทำให้อ้วนได้ง่ายที่สุด หรืออาจจะกำลังลดน้ำหนักด้วยวิธีงดมื้ออาหารแบบ Intermittent Fasting แต่จริงๆ แล้ววิธีนี้ช่วยลดน้ำหนักได้จริงหรือไม่? เป็นวิธัที่ดีต่อร่างกายหรือเปล่า? เรามีคำตอบจาก Dr. Aki-หมออาคิ มาฝากกัน

งดมื้ออาหาร

“ปัจจุบันมีการแนะนำวิธีไดเอ็ทเพื่อการลดน้ำหนักโดยให้ “งดมื้ออาหาร (Intermittent Fasting)” ที่เริ่มเป็นที่นิยมทำกันมากขึ้นเช่น วิธีไดเอ็ทแบบ 5:2 ซึ่งเป็นวิธีการไดเอ็ทโดยให้ทานอาหารแบบปกติไม่ต้องคำนึงถึงแคลอรีได้ 5 วันต่อสัปดาห์

แต่ต้องให้งดมื้ออาหารโดยให้ทานเพียง 500-600 แคลอรีต่อวันเป็นเวลา 2 วัน (ไม่ติดต่อกัน) ต่อสัปดาห์ อย่างไรก็ตามวิธีการนี้เมื่อเทียบกับวิธีไดเอ็ทแบบดั้งเดิมโดย “จำกัดปริมาณแคลอรีในมื้ออาหาร (Calorie Restriction)” นั้นวิธีไหนจะมีประสิทธิภาพมากกว่ากัน?

ทีมนักวิจัยจากสถาบันมะเร็งแห่งเยอรมัน (DKFZ) และคณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยไฮเดลเบิร์ก ได้ทำการศึกษาเปรียบเทียบผลการลดน้ำหนัก ปริมาณไขมันในช่องท้องและไขมันที่เกาะตับจาก “วิธีไดเอ็ทแบบ 5:2” และ “วิธีจำกัดแคลอรีในมื้ออาหาร” ในกลุ่มอาสาสมัครที่มีน้ำหนักเกินมาตรฐานจำนวน 150 คนเป็นเวลากว่า 1 ปี พบว่าทั้ง 2 วิธี (ซึ่งเมื่อคำนวณปริมาณแคลอรีที่ลดได้ต่อสัปดาห์พอๆ กันคือประมาณ 20%) นี้ให้ผลที่ได้ “ไม่แตกต่างกัน”

ดังนั้นเมื่อพิจารณาจากผลการวิจัยนี้จึงแนะนำได้ว่า เราสามารถเลือกวิธีการไดเอ็ทแบบใดก็ได้ตามข้างต้นขึ้นกับความถนัดของเราร่วมกับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ทั้งนี้สิ่งสำคัญต่อความสำเร็จในการลดน้ำหนักก็คือ “การเริ่มต้นทำ” และ “ความต่อเนื่อง” ของเราเอง”

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com

ตุ่มพอง

ตุ่มพอง จากการเสียดสี-รองเท้ากัด-น้ำร้อนลวก ควรเจาะดีหรือเปล่า?

ตุ่มพอง ใครๆ ต่างก็เคยเจอ ตุ่มพอง ที่เป็นตุ่มใสๆ มีน้ำอยู่ข้างใน แล้วก็อาจจะคันมือคันไม้ อยากที่จะจัดการกับมันเสียเต็มประดา แต่ก่อนที่จะจัดการกับมัน

ตุ่มพอง จริงๆ แล้วมีประโยชน์นะ

ตุ่มพอง
การเสียดสี หรือความร้อนเล็กน้อย เป็นสาเหตุหลักของการเกิด ตุ่มพอง ซึ่งมีของเหลวอยู่ด้านใน แม้เราจะอยากจัดการกับมันเสียเต็มประดา แต่จริงๆ แล้วของเหลวใสที่อยู่ด้านในตุ่มนั้น มีประโยชน์กว่าที่คุณคิด!

เนื่องจากตุ่มพองมักเกิดขึ้นบริเวณที่มีการเสียดสี และผิวหนังส่วนนั้นที่พองขึ้นมา เป็นวิธีการของร่างกายในการปกป้องผิว และของเหลวใสที่อยู่ในตุ่มพองนั้น ก็มีหน้าที่ในการป้องกันผิวด้านล่าง ซึ่งเป็นผิวหนังที่จะเกิดขึ้นใหม่ นอกจากนี้ของเหลวนี้ยังเป็นประโยชน์ต่อผิวด้านล่างเนื่องจากทำให้ผิวบริเวณนั้นสะอาด

จึงเป็นการป้องกันการติดเชื้อ และเร่งอาการให้ดีขึ้น เพราะฉะนั้นถึงแม้ตุ่มพองจะทำให้รู้สึกเจ็บ แต่เราก็ไม่ควรจะเจาะตุ่มน้ำออก นอกจากในกรณีที่มีขนาดใหญ่เกินไป และทำให้เกิดการเจ็บหรือระคายเคือง ตุ่มพองส่วนใหญ่จะหายไปได้เอง โดยไม่ต้องรับการรักษาจากแพทย์แต่อย่างใด

แต่ถ้าอยากจัดการกับตุ่มพอง…
ถึงแม้ตุ่มพองจะไม่จำเป็นและไม่ควรต้องเจาะออก แต่ในกรณีที่ตุ่มพองมีขนาดใหญ่มาก และคุณห้ามใจไม่ได้ที่อยากจะเจาะ ให้ใช้วิธีการต่อไปนี้

  • ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อเข็มที่จะใช่เจาะ โดยการลนไฟให้ปลายเข็มร้อนจนแดง และล้างด้วยแอลกอฮอล์
  • ล้างมือ และล้างบริเวณที่จะเจาะให้สะอาด เมื่อเจาะแล้วของเหลวไหลออกมา
  • หากคุณสังเกตว่า ของเหลวที่ไหลออกมาเป็นสีขาวหรือเหลือง นั่นหมายความว่า เกิดการติดเชื้อเข้าแล้ว และต้องเข้ารับการรักษาโดยแพทย์
  • ไม่ควรดึงหนังบริเวณที่เจาะตุ่มออก เพื่อเป็นการป้องการผิวหนังด้านล่างที่เกิดขึ้นใหม่
  • ใช้ยาฆ่าเชื้อทาบริเวณที่เจาะ
  • เฝ้าสังเกตสัญญาณของการติดเชื้อ คือบริเวณที่เป็นตุ่มพองรู้สึกอุ่นและแดง มีหนองไหลออกมา หรือเกิดรอยแดงบริเวณรอบตุ่มพองและขยายวงกว้างวิธีการหลีกเลี่ยงการเกิดตุ่มพอง

ในกรณีของตุ่มพองที่เกิดจากน้ำร้อนลวกหรือรอยไหม้ เราอาจไม่มีวิธีป้องกัน นอกจากจะบอกให้ระมัดระวังของร้อนเหล่านี้ แต่สำหรับตุ่มพองที่เกิดจากการเสียดสีต่างๆ นั้น วิธีการหลีกเลี่ยงการเกิดตุ่มพอง ก็คือการป้องกันการเสียดสี เช่น ใส่ถุงมือเวลาต้องทำงานที่ทำให้เกิดการเสียดสี อย่างการใช้คราดกวาดใบไม้

การใช้จอบหรือเสียมเพื่อทำสวน การใช้มือเปล่าจับเครื่องมือเหล่านี้ สามารถทำให้เกิดตุ่มพองได้ โดยเฉพาะถ้าคุณทำเป็นครั้งแรก สำหรับตุ่มพองที่เกิดจากรองเท้า ค่อยๆ ปรับการสวมรองเท้าใหม่ทีละน้อย โดยการทาปิโตรเลียมเจลลี่ หรือปิดแผ่นกันรองเท้ากัดบริเวณที่เกิดการเสียดสี

เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดตุ่มพองขึ้น อย่างไรก็ตาม ตุ่มพองจะไม่ใช่แค่ตุ่มพองธรรมดา ถ้ามันเกิดขึ้นมา โดยที่คุณไม่สามารถระบุสาเหตุของการเกิด ลักษณะการเกิด หรือที่มาของตุ่มพองได้ ตุ่มพองที่เกิดขึ้นเช่นนี้ อาจเกี่ยวข้องกับการไหลเวียนของเลือด หรือโรคเบาหวาน นอกจากนี้ หากตุ่มพองบวมขึ้นเรื่อยๆ และรู้สึกเจ็บหรือแดง ก็อาจแสดงถึงการติดเชื้อ ซึ่งคุณควรต้องไปพบหมอ

ขอบคุณแหล่งที่มา      https://www.sanook.com

ผู้หญิงที่ไม่เคยตั้งท้อง

ผู้หญิงที่ไม่เคยตั้งท้อง มีความเสี่ยงเป็นมะเร็งรังไข่ สูงกว่าหรือเปล่า

ผู้หญิงที่ไม่เคยตั้งท้อง ถึงแม้จะเป็นมะเร็งที่พบได้เพียงร้อยละ 3 ในผู้หญิง แต่มะเร็งรังไข่ ก็มีอัตราการเสียชีวิตสูง เมื่อเทียบกับมะเร็งชนิดอื่นๆ

ผู้หญิงที่ไม่เคยตั้งท้อง ในระบบสืบพันธุ์ของผู้หญิง โดยบางส่วนเนื่องจากมักแสดงอาการน้อย จนกระทั่งมีการแพร่กระจายมากขึ้น และเนื่องจากขาดการตรวจคัดกรองที่เหมาะสม และ ความเสี่ยงเป็นมะเร็งรังไข่ ประการหนึ่ง ยังสัมพันธ์กับประวัติการตั้งครรภ์ของผู้หญิง

ผู้หญิงที่ไม่เคยตั้งท้อง

ผลของประวัติการตั้งครรภ์ต่อการเป็นมะเร็งรังไข่

มีหลายการศึกษาเผยว่า ผู้หญิงที่ไม่เคยมีบุตร หรือคลอดบุตรเมื่อมีอายุมาก จะมีความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งรังไข่สูงขึ้นเล็กน้อย แต่ก็มีจำนวนเพียงเล็กน้อย ผู้หญิงที่เคยตั้งครรภ์ และอุ้มท้องจนถึงครบกำหนดคลอด ก่อนอายุ 26 ปี

มีความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งรังไข่ต่ำกว่าผู้ไม่เคยตั้งครรภ์ ความเสี่ยงจะลดลงการการตั้งท้อง จนครบกำหนดคลอดในแต่ละครั้ง ผู้หญิงที่ครบกำหนดคลอดครั้งแรก หลังจากอายุ 35 ปี หรือไม่เคยตั้งครรภ์จนครบกำหนดคลอด มีความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งรังไข่สูงกว่า

มีสมมุติฐานว่า ยิ่งผู้หญิงได้รับฮอร์โมนเอสโตรเจนมากเท่าใดในชีวิต ก็ยิ่งมีความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งรังไข่มากขึ้นเท่านั้น การคลอดบุตรจัดเป็น “การปกป้อง” เนื่องจากทำให้ผู้หญิงอยู่ห่างจากการตกไข่/ฮอร์โมนเอสโตรเจน

เป็นเวลาเก้าเดือนในระหว่างตั้งครรภ์ นอกจากนี้ โอกาสในการเป็นมะเร็งรังไข่จะยิ่งลดลงมากขึ้น หากผู้หญิงเลือกที่จะให้นมบุตร สมมุติฐานอีกประการหนึ่งคือ

เมื่อผู้หญิงตกไข่ การซ่อมแซมคอร์ปัสลูเทียม (corpus luteum) หรือถุงน้ำที่ไข่ถูกขับออกมา สามารถทำให้เกิดการกลายพันธ์ุ (genetic mutations) ที่ทำให้เกิดมะเร็งรังไข่ได้

ความเสี่ยงอื่นๆ

มะเร็งรังไข่สัมพันธ์กับปัจจัยหลายประการ ประการแรกคือ ผู้หญิงเข้าสู่วัยหมดประจำเดือนหลังจากอายุ 50 ปี (แล้วมีฮอร์โมนเอสโตรเจนนานขึ้น) และผู้มีอายุมากกว่า 63 ปี มีโอกาสมากขึ้นในการเป็นมะเร็งรังไข่ นอกจากนี้ ผู้หญิงที่เป็นโรคอ้วน (ค่าดัชนีมวลร่างกายมากกว่า 30) มีความเสี่ยงมากขึ้น

เนื่องจากเนื้อเยื่อไขมันสามารถเปลี่ยนเป็นฮอร์โมนเอสโตรเจน ที่หมุนเวียนมากขึ้นในร่างกาย ความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งยังลดลง หลังจากการรับประทานยาคุมกำเนิดเป็นเวลา 3 ถึง 6 เดือน (ชนิดฮอร์โมนโปรเจสตินเท่านั้น)

สุดท้ายแต่ไม่ท้ายที่สุด ปัจจัยทางพันธุกรรมยังมีบทบาทในการเกิดมะเร็งรังไข่ (ความเป็นไปได้เกิดจากทั้งฝ่ายแม่ และฝ่ายพ่อ) ประวัติครอบครัวที่เคยเป็นมะเร็งเต้านม และมะเร็งลำไส้ สามารถสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น

ในการเป็นมะเร็งรังไข่ เนื่องจากการรับพันธุกรรมของยีนที่มีการกลายพันธ์ุบางชนิด เป็นสาเหตุร่วมกันของมะเร็งประเภทนี้ทั้งหมด

ขอบคุณแหล่งที่มา   https://www.sanook.com

รักษาโรค

รักษาโรค “เข่ากำเริบ” ของผู้สูงอายุดูแลสุขภาพข้อเข่า ด้วยแพทย์แผนไทย

รักษาโรค แพทย์แนะทางเลือกในการดูแลสุขภาพข้อเข่าผู้สูงอายุด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทย หลังพบอาการกำเริบหนัก ในช่วงอากาศหนาว

รักษาโรค นายแพทย์สรรพงศ์ ฤทธิรักษา รองอธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ในฐานะรองโฆษกกรม กล่าวว่า ประเทศไทยจะก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มตัว ผู้สูงอายุต้องการการดูแลรักษา รวมถึงการชะลอความเสื่อมของร่างกาย

รักษาโรค

ทั้งนี้ ช่วงการเปลี่ยนผ่านฤดูกาลส่งผลกระทบต่อสุขภาพของผู้สูงอายุในช่วงที่สภาพอากาศหนาวเย็น ส่งผลให้เกิดอาการปวดตามข้อต่อต่างๆ โดยเฉพาะข้อเข่าซึ่งจะพบได้บ่อยในผู้สูงอายุ หรือรู้จักกันดีคือ โรคข้อเข่าเสื่อม (Osteoarthritis of knee)

โรคข้อเข่าเสื่อม ศาสตร์การแพทย์แผนไทยเรียกว่า โรคลมจับโปง แบ่งออกเป็น 2 ชนิด ได้แก่ จับโปงน้ำจะมีอาการปวดเข่า เข่าบวม อักเสบชัดเจน มีน้ำในข้อเข่า ส่วนจับโปงแห้ง จะมีอาการปวดเข่า อักเสบไม่ชัดเจน มักพบเสียงกรอบแกรบในข้อเข่า ข้อเข่าฝืด สะบ้าติด งอพับเข่าได้ไม่ดีนัก

เมื่อพบอาการดังกล่าวแพทย์แผนไทยมีวิธีบรรเทาอาการด้วยการนวดรักษาเฉพาะจุดเพื่อส่งเลือดให้ไปเลี้ยงบริเวณข้อเข่ามากขึ้น ลดการเกร็งของกล้ามเนื้อรอบๆ ข้อ กระตุ้นระบบไหลเวียนบริเวณข้อเข่าให้ดีขึ้น หลังจากนั้นจะทำการประคบสมุนไพร หรือใช้ยาพอกเข่าเพื่อลดการอักเสบและอาการปวดเข่า

นอกจากการทำหัตถการดังกล่าวข้างต้นแล้ว ยังมี การใช้ยาสมุนไพรที่อยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติ เช่น ยาสมุนไพรเถาวัลย์เปรียงที่มีการศึกษาวิจัย พบว่า ยาสมุนไพรเถาวัลย์เปรียงสามารถลดอาการอักเสบ

และบรรเทาอาการปวดได้ผลดีเหมือนยาแก้อักเสบแผนปัจจุบัน และไม่ก่อให้เกิดการสะสมของสารเคมีในร่างกาย ยังมีน้ำมันไพลใช้สำหรับถูนวดบรรเทาอาการปวด และลดการอักเสบได้ดี ถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการดูแลสุขภาพที่เกี่ยวกับอาการปวดเข่า

นายแพทย์สรรพงศ์ กล่าวอีกว่า หากต้องการที่จะห่างไกลจากโรคข้อเข่า ควรดูแลร่างกายและหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงของการเกิดโรค เช่น การไม่ยกของหนัก หรือทำกิจกรรมต่างๆ ที่เกิดแรงกดต่อข้อเข่ามากเกินไป หลีกเลี่ยงการรับประทานประเภทหน่อไม้ เครื่องในสัตว์ และอาหารหมักดอง รวมถึงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์

เพราะจะส่งผลให้เกิดอาการปวดข้อ และข้อบวมได้ ควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ อาหารที่ช่วยบำรุงข้อ ได้แก่ อาหารจำพวกธัญพืช เมล็ดถั่ว เมล็ดงา ออกกำลังกายเป็นประจำ สำหรับผู้มีน้ำหนักเกินไม่ควร ออกกำลังกายโดยการวิ่ง การกระโดด หรือประเภทที่ก่อให้เกิดแรงกดต่อข้อเข่า ควรใช้การว่ายน้ำ การปั่นจักรยานอากาศ หรือการทำท่ากายบริหารแบบฤาษีดัดตน ควรพักผ่อนให้เพียงพอวันละ 6-8 ชั่วโมง และรักษาความอบอุ่นของร่างกายให้เป็นปกติอยู่เสมอ

ขอบคุณแหล่งที่มา     https://www.sanook.com

นั่งเล่นมือถือ

นั่งเล่นมือถือ หรือแท็บเล็ตต่างๆ ขณะขับถ่ายใน “ห้องน้ำ” เสี่ยงอันตราย

นั่งเล่นมือถือ สังคมก้มหน้าที่ต้องคอยติดตามข่าวสารผ่านสมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ตต่างๆ ทำให้ชีวิตของคนเรามีสมาร์ทโฟน

นั่งเล่นมือถือ หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เป็นปัจจัยที่ 5 ที่ทุกคนขาดไม่ได้ ดังนั้นเราจึงเห็นหลายคนถือโทรศัพท์มือถือติดตัวไปด้วยตลอดเวลา ไม่ว่าจะที่ไหนหรือเมื่อไร แม้กระทั่งขณะนั่งถ่ายในห้องน้ำ และนี่อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคร้ายต่อร่างกายโดยที่เราอาจไม่ทันระวังตัว

นั่งเล่นมือถือ

นั่งเล่นมือถือขณะขับถ่ายในห้องน้ำ เสี่ยงอันตราย

ท้องผูก

ไม่ใช่แค่อาหารการกินที่ไม่ถูกต้องที่ทำให้เราท้องผูก (>>อาการ “ท้องผูก” รู้ก่อน ป้องกันได้) แต่การนั่งขับถ่ายอยู่บนโถส้วมนานๆ (แม้กระทั่งการนั่งเฉยๆ ไม่ได้ถ่าย) ก็สามารถเพิ่มความเสี่ยงในอาการท้องผูกมากยิ่งขึ้น

เพราะการใช้โทรศัพท์มือถือขณะถ่ายอาจดึงคสมาธิ และความสนใจในการถ่ายไปจากเรา ทำให้ต้องขับถ่ายนานกว่าปกติ รวมถึงอาจหายปวดท้องจนไม่ได้ถ่ายไปเลยก็ได้

ริดสีดวงทวาร

การนั่งถ่ายนาน และการเบ่งถ่ายเป็นการเพิ่มแรงดันบริเวณปากทวารหนักมากยิ่งขึ้นโดยไม่รู้ตัว ทำให้เลือดคั่งบริเวณทวารหนัก จนเป็นสาเหตุของโรคริดสีดวงทวารได้

ท้องร่วง

ทราบหรือไม่ว่าโทรศัพท์มือถือที่เราหยิบเข้าไปในห้องน้ำ เมื่อเราวางตามพื้นที่ต่างๆ ในห้องน้ำ รวมถึงมือที่เราหยิบจับอุปกรณ์ต่างๆ ในห้องน้ำแล้วมาจับที่มือถืออีกครั้ง

เป็นการส่งผ่านเชื้อโรคมากมายหลายร้อยชนิดที่พบได้ในห้องน้ำทั่วไป และเมื่อเราไม่ได้ทำความสะอาดโทรศัพท์มือถือเป็นประจำ การหยิบจับมือถือแล้วไปหยิบอาหารเข้าปาก ก็อาจทำให้เรามี่ความเสี่ยงต่อโรคท้องร่วงได้

หน้ามืด เหน็บชา

หลายคนนั่งบนโถส้วมแบบชักโครก แล้วก้มตัวลงเอาศอกยันต้นขาหรือเข่า ท่านั่งในลักษณะนี้อาจทำให้เกิดอาการเหน็บชาที่ขาได้ รวมไปถึงอาการหน้ามืดที่เกิดจากการก้มตัวลงจ้องมองหน้าจอโทรศัพท์มือถือ แล้วลุกขึ้นจากโถส้วมอย่างรวดเร็ว

จนเกิดอาการหน้ามืดขึ้นได้เช่นกัน หากเกิดอาการหน้ามืดอย่างรุนแรงระหว่างที่ทำธุระในห้องน้ำ อาจทำให้เกิดอุบัติเหตุที่อันตรายต่อชีวิตได้ โดยเฉพาะผู้ที่มีร่างกายอ่อนแอ พักผ่อนน้อย ทานอาหารไม่เพียงพอ โลหิตจาง เบาหวานกำเริบ หรือผู้สูงอายุ เป็นต้น

คำแนะนำในการขับถ่ายในห้องน้ำอย่างถูกวิธี

ไม่ควรใช้เวลาขับถ่ายในห้องน้ำเกิน 10-15 นาที ควรเข้าไปเพื่อตั้งใจขับถ่ายจริงๆ หากนั่งนานแล้วยังไม่ถ่าย ให้ออกมาจากห้องน้ำก่อน อาจดื่มน้ำ นม หรือผลไม้ให้มากขึ้น แล้วค่อยรอจนกว่าจะปวดท้องเพื่อขับถ่ายอีกครั้ง เมื่อขับถ่ายเสร็จให้รีบออกมาจากห้องน้ำทันที

ขอบคุณแหล่งที่มา   https://www.sanook.com

วิ่งแล้วคันยุบยิบๆ ความรู้สึกหลังวิ่งเสร็จใหม่ๆแปลว่าไขมันเริ่มแตกตัวจริงหรือ?

วิ่งแล้วคันยุบยิบๆ ความรู้สึกหลังวิ่งเสร็จใหม่ๆ หรือขณะกำลังวิ่ง สำหรับมือใหม่หัดวิ่งแล้ว ไม่ได้มีความรู้สึกแค่เหนื่อยจนหายใจไม่ทัน

วิ่งแล้วคันยุบยิบๆ เหนื่อยเหมือนจะขาดใจตาย แต่ยังมีอีกหนึ่งความรู้สึกที่มักเกิดขึ้นกับหลายๆ คน นั่นคือ อาการคันยิบๆ ตามตัวหรือตามขา อาจรวมไปถึงต้นขา สะโพก หรือเอวได้ด้วย

บางคนคิดในแง่ดีว่า วิ่งแล้ว ไขมันเริ่มแตกตัวจนรู้สึกได้ ก็ดีใจเพราะคิดว่ากำลังจะผอม จริงๆ แล้วเป็นอย่างไร มาหาคำตอบกันค่ะ

วิ่งแล้วคันยุบยิบๆ

ทำไมวิ่งแล้วคันยิบๆ?
อาการคันยิบๆ ตามขา ลำตัว สะโพก หรือส่วนอื่นๆ ของร่างกายขณะที่วิ่ง หรือหลังวิ่งเสร็จใหม่ๆ เป็นปฏิกิริยาของเส้นใยประสาทที่มีโปรตีนชนิดหนึ่ง เรียกว่า “ฮีสตามีน”

ตามปกติแล้ว ฮีสตามีน จะถูกหลั่งออกมาเมื่อร่างกายมีอาการแพ้สารบางอย่าง โดยหน้าที่ของฮีสตามีน คือการหลั่งออกมาเพื่อเพิ่มการขยายของหลอดเลือดอย่างปัจจุบันทันด่วน เพื่อที่ร่างกายจะเพิ่มอัตราการไหลเวียนของโลหิตไปยังเนื้อเยื่อที่บาดเจ็บ

หรือมีอาการติดเชื้อ เพื่อลำเลียงระบบคุ้มกันที่อยู่ในเลือดให้เข้าไปจัดการเนื้อเยื่อบริเวณที่มีปัญหาได้โดยเร็ว และแน่นอนว่าผลข้างเคียงของฮีสตามีนที่เข้าไปขยายหลอดเลือด จะทำให้เกิดอาการคันยิบๆ

แต่นอกจากหน้าที่หลักของ ฮีสตามีน ตามที่ได้กล่าวไปแล้ว ฮีสตามีนยังหลั่งออกเมื่อมีการออกกำลังกายอย่างหนักอีกด้วย เนื่องจากคนที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย กล้ามเนื้อ หรือ

ระบบไหลเวียนโลหิตอาจจะยังไม่คุ้นชินกับการถูกกระตุ้นด้วยการออกกำลังกายอย่างหนักในครั้งแรกๆ ร่างกายเลยหลั่งฮีสตามีนออกมาเพื่อขยายหลอดเลือดให้ระบบไหลเวียนโลหิตทำหน้าที่ลำเลียงโลหิตไปสู่ส่วนต่างๆ ของร่างกายได้เร็วขึ้น ป้องกันอาการเมื่อยล้า และช่วยให้เราอึดมากขึ้น

ดังนั้นใครก็ตามที่วิ่ง หรือออกกำลังกายหนักๆ แล้วคันยุบยิบไปทั้งตัว แสดงว่าไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย เส้นประสาทที่อยู่ในบริเวณนั้นๆ เช่น ตามขา สะโพก ลำตัว หรือแม้กระทั่งต้นแขน เลยมีความไวต่อฮีสตามีนมากกว่าคนที่ออกกำลังกายเป็นประจำ

วิ่งแล้วคัน ทำอย่างไร?
ทางแก้ง่ายๆ คือ ทนไปก่อนค่ะ ระดับความคันนี้จะแค่คันยุบยิบๆ ในระดับที่ทนได้ เมื่อพักร่างกายหลังวิ่ง หรือหลังออกกำลังกายไปสักพัก อาการคันก็จะหายไป และควรวิ่ง หรือออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกวัน (หรือเกือบทุกวัน) เพื่อให้เส้นประสาทมีความไวต่อฮีสตามีนน้อยลง อาการคันก็จะค่อยๆ หายไปเอง

ทั้งนี้ หากวิ่ง หรือออกกำลังกายแล้วคันมากเป็นพิเศษ ไม่ใช่แค่คันยุบยิบธรรมดาๆ คันแล้วไม่หาย อาจจะมาเป็นที่สาเหตุอื่น เช่น ความอับชื้นของเหงื่อในร่างกายที่ทำปฏิกิริยากับเสื้อผ้าที่ใช้ออกกำลังกาย อาจระบายอากาศได้ไม่ดีพอ

เสื้อผ้าไม่สะอาด หรือมีสารตกค้างจากผงซักฟอก และสาเหตุอื่นๆ แต่แน่นอนว่าไม่ได้เป็นไขมันแตกตัวอย่างที่หลายคนคิดแน่นอน กว่าไขมันจะค่อยๆ สลายตัว ใช้เวลาร่วมหลายเดือน และไม่ได้ทำให้เรารู้สึกชัดเจนอะไรขนาดนั้นแน่ๆ

อย่างไรก็ตาม เราขอให้รู้ไว้ว่า คุณมาถูกทางแล้ว วิ่งแล้วคันยิบๆ นั้นเป็นสัญญาณที่ดี จงวิ่งต่อไป สู้ๆ ค่ะ

ขอบคุณแหล่งที่มา     https://www.sanook.com