หน้าใสด้วยมะขามและน้ำผึ้ง

หน้าใสด้วยมะขามและน้ำผึ้ง

หน้าใสด้วยมะขามและน้ำผึ้ง

หน้าใสด้วยมะขามและน้ำผึ้ง

สูตรพอกหน้าใสเร่งด่วน ด้วยสูตรการพอกหน้าใกล้ตัวจากธรรมชาติ การพอกหน้าหรือมาส์กหน้าเป็นหนึ่งในวิธีบำรุงดูแลผิวหน้าที่ผู้หญิงส่วนใหญ่ชื่นชอบและมักจะทำกันเป็นประจำ เนื่องจากใช้เพียงแค่วัตถุดิบที่หาได้ง่ายในบ้าน ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายสูง และไม่ต้องเสียเวลาไปเข้าคอร์สความงามนอกบ้านอีกด้วย สิ่งที่สำคัญก็คือสูตรพอกหน้าเหล่านี้มีความปลอดภัยสูง เพราะมาจากธรรมชาติแท้ๆ

สูตรพอกหน้า ด้วยมะนาว มะขามเปียก และน้ำผึ้ง
สูตรพอกหน้า สูตรนี้จะช่วยขจัดเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพให้หลุดออก จึงทำให้ผิวหน้าขาวกระจ่างใสขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ โดยใช้เนื้อมะขามเปียกปริมาณ 1 กำมือที่แยกเอาเส้นใยและเม็ดออก ผสมกับน้ำมะนาวคั้นสด 1 ช้อนชา และน้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ คนส่วนผสมให้เป็นเนื้อเดียวกัน แล้วนำมาพอกหน้าทิ้งไว้ประมาณ 5 – 10 นาที จึงค่อยล้างออกให้สะอาด ทำสัปดาห์ละ 2 ครั้ง

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.patcharapa.com

สุดยอดถุงยางอนามัยอัจฉริยะ

สุดยอดถุงยางอนามัยอัจฉริยะ

สุดยอดถุงยางอนามัยอัจฉริยะ

 สุดยอดถุงยางอนามัยอัจฉริยะ

 

สุดยอดถุงยางอนามัยอัจฉริยะ

วัยรุ่นอังกฤษได้คิดไอเดียสุดเจ๋ง ถุงยางอนามัยที่สามารถเปลี่ยนสีได้ เมื่อสัมผัสกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ส่งสัญญาณเตือนภัยคู่รักให้รู้ตัวก่อนแพร่เชื้อกามโรค

ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคได้ประมาณการว่า ในแต่ละปีจะมีผู้ป่วยโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เกือบ 20 ล้านคน และส่วนใหญ่ไม่รู้ตัวว่าคู่นอนเป็นโรคติดต่อมาก่อนแล้ว โดยเด็กวัยรุ่นชาวอังกฤษ 3 คน นามว่า Daanyaal Ali อายุ 14 ปี, Muaz Nawaz อายุ13 ปี และ Chirag Shah อายุ 14 ปี มีความคิดที่ต้องการลดความเสี่ยงและหวังให้ตัวเลขของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เหลือน้อยลง จึงช่วยกันคิดค้นถุงยางอัจฉริยะขึ้น

แนวคิดถุงยางอัจฉริยะนี้มีชื่อเรียกว่า S.T.EYE นวัตกรรมใหม่สำหรับตรวจจับ STI หรือ การติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้กับวัยรุ่นยุคใหม่ และสามารถตรวจสอบกามโรคต่าง ๆ ได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องทำตามขั้นตอนที่น่ากลัว

ในทางทฤษฎี ถุงยางอนามัย S.T.EYE จะผสมโมเลกุลลงไปในตัวยาง ซึ่งจะเรืองแสงเมื่อสัมผัสกับเชื้อโรคที่แตกต่างกัน โดยถุงยางจะเปลี่ยนเป็นสีเขียวสำหรับโรคหนองในเทียม, สีเหลืองสำหรับโรคเริม, สีม่วงสำหรับคนที่เชื้อ HPV และสีน้ำเงินสำหรับโรคซิฟิลิส

เป็นไปตามคาดไอเดียถุงยางอนามัยสุดเจ๋งนี้ได้รับ รางวัลประเภทสุขภาพ จาก TeenTech Awards เวทีโชว์ศักยภาพและคว้าโอกาสสำหรับเด็กอายุ 11 – 16 ปี ของประเทศอังกฤษ คว้าเงินรางวัลไป 1,500 เหรียญสหรัฐ หรือราว ๆ 48,000 บาท แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีจุดบกพร่องอยู่ เช่น ไม่สามารถชี้ชัดได้ว่าโรคดังกล่าวเป็นของฝ่ายชายหรือฝ่ายหญิง และหากเป็นพร้อมกันหลายโรคถุงยางจะเปลี่ยนเป็นสีอะไร อย่างไรก็ตามแนวคิดดังกล่าวได้รับความสนใจจากบริษัทผลิตถุงยางรายใหญ่หลาย ๆ เจ้า และมีการติดต่อขอนำไอเดียไปพัฒนาต่อยอดแล้ว

ขอบคุณแหล่งที่มา https://men.kapook.com

เปลี่ยนปากดำให้ชมพูได้ง่ายมาก

เปลี่ยนปากดำให้ชมพูได้ง่ายมาก

เปลี่ยนปากดำให้ชมพูได้ง่ายมาก

เปลี่ยนปากดำให้ชมพูได้ง่ายมาก

เปลี่ยนปากดำให้ชมพูได้ง่ายมาก

ปากดำ
สาว ๆ จำนวนไม่น้อยที่มีปัญหาริมฝีปากดำคล้ำ ทั้งที่เป็นมาตั้งแต่เกิดและที่เพิ่งเป็นในภายหลัง ซึ่งอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ โดยอาจจะเกิดมาจากสาเหตุเดียวหรือหลายสาเหตุร่วมกันก็ได้ หากดูแลไม่ดีพอหรือแก้ปัญหาไม่ตรงจุด ริมฝีปากก็จะยิ่งดำคล้ำลงไปมากกว่าเดิม จนบั่นทอนความงามของใบหน้าและทำให้สูญเสียความมั่นใจในตัวเอง จึงทำให้เจ้าตัวต้องมองหาวิธีแก้ไขให้กลับมาสวยอีกครั้ง วันนี้เราจึงมีวิธีเด็ด ๆ ที่ช่วยแก้ปัญหาปากดำคล้ำให้กลับมาอมชมพูและเนียนนุ่มมาฝากกัน….แล้วคุณจะรู้ว่าปากดำ แก้ได้ไม่อยากอย่างที่คิดเลย

สาเหตุของริมฝีปากดำคล้ำ
กรรมพันธุ์ สีของริมฝีปากตามปกติแล้วจะมีตั้งแต่สีชมพู สีแดง ไปจนถึงสีคล้ำ ซึ่งเหล่านี้เป็นลักษณะเฉพาะบุคคลที่ถ่ายทอดมาจากพ่อแม่หรือบรรพบุรุษ เช่น คนผิวคล้ำมักจะมีริมฝีปากเข้มกว่าคนผิวขาว เป็นต้น
วัยที่มากขึ้น ริมฝีปากอาจเริ่มคล้ำมากขึ้นเรื่อย ๆ เช่นเดียวกับสีผิวของร่างกาย ซึ่งผ่านอาหาร เครื่องดื่ม ยาสีฟัน ลิปสติก แสงแดด และอื่น ๆ อีกมากมายที่ทำให้ปากดำคล้ำได้
พฤติกรรมส่วนตัว เช่น การเลียริมฝีปากบ่อย ๆ สูบบุหรี่จัด เป็นต้น
แสงแดด สาเหตุริมฝีปากคล้ำอาจเกิดมาจากแสงแดดที่ทำให้ปากดำคล้ำขึ้นคล้าย ๆ กับผิวหนังที่โดนแสงแดดอยู่บ่อย ๆ ก็ได้ แต่เราสามารถป้องกันริมฝีปากคล้ำจากสาเหตุนี้ได้โดยเลือกใช้ลิปสติกสูตรกันแดด แต่หากคุณแพ้ลิปสติกหรือแพ้อาหาร เมื่อไปเจอแสงแดดก็อาจจะยิ่งทำให้ปากดำคล้ำมากขึ้น
การแพ้ลิปสติก โดยเฉพาะอย่างยิ่งลิปสติกราคาถูกไม่ได้มาตรฐาน หรือลิปสติกที่มีคุณภาพดี ยี่ห้อดัง ก็อาจทำให้บางคนแพ้ได้เช่นกัน ซึ่งโดยมากแล้วมักจะเกิดจากการแพ้น้ำหอม สี หรือสารกันเสียที่มีอยู่ในลิปสติก
อุณหภูมิ อีกสาเหตุหนึ่งที่อาจมีผลทำให้ริมฝีปากเปลี่ยนแปลงได้ เช่น ช่วงอากาศหนาวเย็น ปากของคุณอาจจะมีสีคล้ำซีด เพราะเส้นเลือดเกิดการหดตัวและมีสีดำมาคั่งค้างมากกว่าปกติ แต่ปัญหานี้จะเกิดขึ้นเพียงชั่วคราว จึงไม่ต้องเป็นกังวลมากนัก
ผู้ที่มีสุขภาพไม่สมบูรณ์ เช่น เลือดจาง เจ็บป่วยเรื้อรัง ผู้ป่วยระยะฟื้นไข้ ก็อาจเป็นสาเหตุทำให้ปริมาณเลือดที่ไหลมาเลี้ยงริมฝีปากมีน้อยลง นานวันเข้าปากก็จะแสดงความไม่สมบูรณ์ออกมา จึงทำให้ปากดูซีดเซียว หรืออีกประการหนึ่ง ในกรณีผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจที่เลือดมีความเข้มข้น ก็อาจส่งผลทำให้ริมฝีปากดูคล้ำกว่าคนปกติได้
ยาบางชนิด เช่น เบาหวาน ยาขับปัสสาวะ ยารักษาเชื้อรา ยารักษาโรคภูมิแพ้ หรือยารักษาหวัด ก็อาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดอาการแพ้ได้
ผักผลไม้บางชนิด เช่น ขิง ขึ้นฉ่าย ผักชี หอม กระเทียม และผลไม้รสเปรี้ยวจำพวกส้ม สับปะรด มะม่วง มะขาม ฯลฯ เนื่องจากอาหารเหล่านี้มีสารที่ชื่อว่า โซราเลน (soralen) ที่อาจตกค้างตามริมฝีปากหลังรับประทาน ถ้าสารเหล่านี้สัมผัสกับสารอัลตราไวโอเลตในแสงแดด ก็จะเกิดปฏิกิริยาทางเคมีที่ทำให้ริมฝีปากอักเสบและมีการกระตุ้นการสร้างเซลล์ให้สร้างเม็ดสีออกมามาก จนทำให้ริมฝีปากดำคล้ำ
วิธีแก้ปากดํา
หลีกเลี่ยงสาเหตุที่ทำให้ปากดำ โดยส่วนใหญ่แล้วสาเหตุของปากดำคล้ำมักมาจากพฤติกรรมในชีวิตประจำวันของเราเองทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นการเลียริมฝีปากบ่อย ๆ สูบบุหรี่เป็นประจำ ถ้าเลี่ยงได้ก็เลี่ยงเลยจะดีกว่าค่ะ ที่สำคัญก็คือคุณต้องพยายามหลีกเลี่ยงการใช้ลิปสติกแท่งที่ทำให้เกิดการแพ้ ทาลิปสติกที่มีสารกันแดดทุกครั้งก่อนออกแดด ส่วนก่อนนอนก็ให้ทาลิปบำรุงให้ชุ่มชื่น งดการใช้ยาสีฟันที่ทำให้เกิดอาการแพ้ เมื่อรับประทานผักผลไม้ อาหาร หรือของหวาน ก็ควรล้างริมฝีปากตามหลังทุกครั้ง ส่วนการล้างหน้าก็ให้เน้นล้างที่ริมฝีปากไปด้วยพร้อมกับเช็ดปากให้สะอาด เป็นต้น หากสังเกตว่าแพ้ผลิตภัณฑ์ใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับปากก็ควรหยุดใช้ทันที แล้วเปลี่ยนไปใช้ยี่ห้ออื่นแทน

ดื่มน้ำสะอาดให้มาก ๆ แม้จะฟังดูง่ายเกินไป แต่มีผลจริงค่ะ เพราะการดื่มน้ำสะอาดมาก ๆ โดยค่อย ๆ จิบน้ำไปเรื่อย ๆ ทีละนิดระหว่างวัน จะช่วยฟื้นฟูและบำรุงผิวพรรณให้ชุ่มชื้นได้ รับรองว่าสภาพผิวและปากจะดีขึ้นอย่างแน่นอน ใครที่หน้าหมองก็จะกลับมาหน้าใส ใครที่ใต้ตาคล้ำอาการก็จะดีขึ้น และใครที่ปากดำคล้ำไม่มีชีวิตชีวาก็จะดูดีขึ้น
ไม่ควรลองผิดลองถูก ไม่ว่าจะเป็นการหาซื้อยามาทาเอง แม้จะมีการโฆษณาบนสื่อโทรทัศน์ ก็ไม่อาจรับประกันได้ว่า ผลเสียอาจจะเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันหรือเกิดผลเสียในระยะยาวก็เป็นได้ แต่หากคุณมีอาการไม่สบายอื่น ๆ ร่วมด้วย ก็ควรจะปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อตรวจหาสาเหตุ เมื่อพบแล้วก็จะได้ทำการรักษาในแนวทางที่ถูกต้องต่อไป
ใช้แปรงสีฟันเป็นตัวช่วย หลังจากแปรงฟันเสร็จแล้ว ให้คุณใช้แปรงสีฟันค่อย ๆ ถูไปมาแบบเบา ๆ บริเวณริมฝีปากทั้งบนและล่างเป็นประจำทุกวัน เพื่อเป็นการช่วยขจัดเซลล์เก่าที่ตายแล้วออกไป ให้เผยผิวใหม่ทำให้ปากดูอมชมพูมากขึ้น หลาย ๆ คนทำวิธีนี้ไม่ถึงเดือนก็เห็นผลถึงความแตกต่างแล้ว ส่วนสูตรเด็ดของพันทิปจะแนะนำให้แปรงไปพร้อม ๆ กับตอนแปรงฟันเลย คือแปรงฟันเสร็จแล้วก็แปรงริมฝีปากต่อทั้ง ๆ ที่ยังมียาสีฟันติดอยู่นั่นแหละ ครั้งละประมาณ 1-2 นาที โดยยาสีฟันที่ จขกท. ใช้ก็คือ ฟลูโอคารีล สูตรชาเขียว ส่วนอีกคนก็แนะนำพาโรดอนแทกซ์ เพราะใช้แปรงแล้วปากดูอมชมพูขึ้น) ไปลองใช้ลองทำกันดูนะ อ้อ…แล้วอย่าลืมทาลิปมันหรือวาสลีนตามด้วยทุกครั้งนะคะ
สครับริมฝีปาก คุณจะเลือกใช้สครับขัดปากที่มีขายอยู่ทั่วไป หรือจะเลือกใช้สครับขัดปากสูตรธรรมชาติก็ได้ โดยสูตรแรกนั้นให้คุณใช้น้ำผึ้ง น้ำตาล และวาสลีน อย่างละ ½ ช้อนชา นำมาผสมให้เข้ากันแล้วนำไปนวดวนให้ทั่วริมฝีปาก ทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที จากนั้นให้ใช้สำลีชุบน้ำอุ่นเช็ดออก สูตรนี้จะช่วยผลัดเซลล์ผิวที่ดำคล้ำออกไป ทำให้ปากกลับมามีสีแดงระเรื่อเนียนนุ่มอย่างทันตาเห็น ส่วนอีกสูตรให้ใช้ น้ำมะนาว น้ำนม และน้ำตาล อย่างละ ½ ช้อนชา นำมาผสมให้เข้ากันแล้วนำมาทาพร้อมกับนวดวนให้ทั่วปาก หรืออาจใช้สำลีชุบแล้วพอกทิ้งไว้ประมาณ 5 นาทีก็ได้ (ส่วนใครที่มีปากที่แผลควรหลีกเลี่ยงการใช้สูตรนี้ เพราะน้ำมะนาวมีฤทธิ์เป็นกรด) โดยทั้งสองสูตรนี้ให้ทำแค่สัปดาห์ละ 2 ครั้ง
ทินท์ทาปาก (Tint) การทาปากโดยใช้ทินท์นั้นนอกจากจะทำให้ริมฝีปากดูสุขภาพดีราวกับเลือดฝาดตอนแรกสาวแล้ว ยังดูเหมือนไม่ได้เป็นการตั้งใจทาปากมากจนเกินไป เพราะริมฝีปากจะดูชมพูหรือแดงระเรื่อดูใส ๆ แอ๊บ ๆ ไร้เดียงสา (นึกถึงอั้ม-พัชราภาขึ้นมาทันใด) ซึ่งทินท์ในท้องตลาดก็มีให้เลือกมากมายหลายยี่ห้อ ส่วนการใช้ก็เพียงแตะเบา ๆ เพียงนิดเดียว จากรีวิวนี้เป็นยี่ห้อ Mistine Magic Secret By Aum Moisture Shine Lip and Tint ราคาประมาณ 150-170 บาท แต่ถ้าใครที่มี Tint อยู่แล้ว ก็ให้ใช้ Tint ก่อนแล้วค่อยทาลิปกลอสตามบาง ๆ เพียงเท่านี้ริมฝีปากของคุณก็จะมีสีอมชมพูแล้วล่ะ
ทินท์ทาปากส่วนการทาปากให้ได้แบบอั้ม-พัชราภา ก็ไม่ยากเลยค่ะ โดยเริ่มจากต้องลงลิปบาล์มเพื่อบำรุงริมฝีปากก่อน จากนั้นก็ซับลิปบาล์มออกเบา ๆ เพื่อไม่ให้เยิ้มจนเกินไป ในกรณีสาวคนใดที่ปากดำคล้ำแนะนำให้ทาคอนซีลเลอร์หรือบีบีครีมบาง ๆ เพื่อกลบสีปากเดิม เพื่อช่วยทำให้เห็นสีทินท์เด่นชัดขึ้น ชั้นตอนต่อมาก็ให้แบ่งริมฝีปากออกเป็น 3 ส่วน และใช้ทินท์ทาเข้าไปข้างในปาก จากนั้นหาลิปสีนู้ดป่วย ๆ มาทาทับเบลนด์สีให้กลืน (ห้ามใช้ลิปสี) จากนั้นให้ใช้ลิปกลอสหรือลิปบาล์มมาทาทับทั้งด้านบนด้านใน ^^
การทาปาก
ดินสอเขียนขอบปาก สำหรับคนที่ไม่ชอบใช้ทินท์ เพราะทำให้ปากแดงมากจนเกินไป คุณอาจใช้ดินสอเขียนขอบปากโทนสีธรรมชาติ แนะนำของ Chanel และ Bobbi Brown นำมาเขียนขอบปากเบา ๆ ให้พอเห็นสีเพียงเล็กน้อยเพื่อช่วยอำพรางขอบปากซึ่งเป็นส่วนที่ทำให้ปากดูคล้ำมากที่สุด แล้วจึงค่อยเติมลิปกลอสตามปกติ
ทาลิปสติก เป็นการทำให้รอยดำคล้ำดูจางลงด้วยการทาลิปสติกที่มีส่วนผสมของเอเอชเอหรือจำพวกไวเทนนิ่งเป็นประจำ แต่หลีกเลี่ยงการใช้ลิปสติกที่มีความมันวาวมาก ๆ เพราะจะเป็นตัวดูดกลืนแสงทำให้ปากดูคล้ำมากขึ้น ส่วนรูปด้านล่างเป็นวิธีการทาลิปสติกสำหรับคนปากคล้ำค่ะ โดยเริ่มจากการทาคอนซีลเลอร์หรือรองพื้นที่เข้ากับสีผิวให้ทั่วริมฝีปาก จากนั้นให้เลือกลิปสีที่ชอบนำมาทาบริเวณด้านใน แต่ถ้าอยากได้ลุคสาววัยทำงานก็ทาให้ทั่วริมฝีปาก (แต่ถ้าใครกลัวว่าการทาคอนซีลเลอร์จะทำให้ทาลิปสติกได้ยากและมองไม่เห็นขอบปาก จะเปลี่ยนไปใช้ดินสอเขียนขอบปาก เขียนก่อนทาลิปสติกก็ได้) ทาลิปบาล์ม ลิปแคร์ เป็นประจำทุกวัน ยิ่งในช่วงหน้าหนาวก็ควรจะทาบ่อยขึ้น เพราะริมฝีปากมักจะแห้งแตกและลอกเป็นขุยได้ง่าย โอกาสที่จะแพ้สารต่าง ๆ ก็ยิ่งมีมากขึ้น โดยลิปบาล์มหรือลิปแคร์ที่ดีนั้นมักจะมีส่วนผสมของมอยส์เจอไรเซอร์เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับริมฝีปาก เช่น วิตามินอี ลาโนลิน ว่านหางจระเข้ Dumethicone ฯลฯ มีหลายยี่ห้อเลยค่ะที่จะแนะนำให้ลอง

ลเซอร์ปากชมพู เช่น การยิงเลเซอร์แบบจำกัดเม็ดสี Q-Switched Nd : YAG Laser (Medlite C6), แสงเลเซอร์ทับทิม (Ruby Laser) โดยแสงเลเซอร์จะเข้าไปทำลายเม็ดสีผิว เวลาทำเลเซอร์แต่ละครั้งมักใช้เวลาไม่เกินครึ่งชั่วโมง หลังทำจะรู้สึกร้อน แต่พอป้ายยาที่แพทย์สั่งให้แล้วจะรู้สึกดีขึ้น ส่วนจำนวนครั้งในการรักษาก็ขึ้นอยู่กับความเข้มของสีผิวที่ริมฝีปาก แต่โดยเฉลี่ยแล้วจะทำประมาณ 2-3 ครั้ง ส่วนการดูแลหลังทำ คุณควรเลี่ยงการใช้ลิปสติกหรือขี้ผึ้งทุกชนิด ให้ใช้เพียงยาที่แพทย์สั่งจ่ายให้เท่านั้น นอกจากนั้นก็ควรหลีกเลี่ยงแสงแดด ไม่รับประทานอาหารที่มีรสจัด ไม่ใช้ยาสีฟันที่มีรสเข้มหรือรสเผ็ดจัด ฯลฯ จากรูปด้านล่างเป็นการทำด้วย RM Laser เป็นรูปก่อนทำและหลังทำครั้งที่ 1 และ 2 ตามลำดับ ราคาการทำคอร์สหนึ่ง ประมาณ 5,000-10,000 บาท หลังทำครั้งแรกก็เริ่มเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงแล้ว

สักปากชมพู สามารถเลือกสีได้ตามใจชอบ หลังเลือกสีแล้วช่างสักก็จะทายาชา พร้อมกับเอา Plastic Wrap มาปิดไว้ เมื่อสักไปแล้ว ช่วงแรกสีจะยังไม่เป็นแบบที่เราต้องการ ให้รอปากปรับสภาพและผลัดเซลล์ก่อน ซึ่งบางคนอาจต้องใช้เวลาเป็นเดือน ๆ ส่วนราคาการทำก็พอ ๆ กับการทำเลเซอร์ หรืออาจแพงกว่าด้วยซ้ำ

ขอบอกเลยว่า เคล็ดลับที่นำมาฝากกันในวันนี้ หากคุณนำไปปฏิบัติตามแล้ว ก็ควรทำอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ก็เพื่อให้คุณได้มีริมฝีปากอมชมพูเนียนนุ่มและอยู่กับคุณไปนาน ๆ นะค้ะ

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com

เปลี่ยนนิสัยการนอนดึกขั้นสุด!

เปลี่ยนนิสัยการนอนดึกขั้นสุด!

 

เปลี่ยนนิสัยการนอนดึกขั้นสุด!

วิธีดูแลตัวเองของคนนอนดึก

หลายคนที่นอนดึกเป็นประจำอาจจะตั้งกฎกับตัวเองว่า ต่อไปนี้ฉันจะนอนให้เร็วขึ้นเพื่อสุขภาพที่ดี แต่ถ้าทำไมได้ล่ะ เราจะทำอย่างไรดี ปล่อยเลยตามเลยคงไม่ดีแน่

อันที่จริงแล้ว การนอนดึกไม่ใช่เรื่องที่ดีแน่นอน เพราะการนอนของคนเราก็ไม่ต่างอะไรกับการชาร์จแบตฯ ให้ร่างกาย (ก็แหม…โทรศัพท์ยังต้องชาร์จไฟและคนเราจะไม่ชาร์จไฟให้ร่างกายบ้างเลยเหรอ) เราเลยมีวิธีการดูแลตัวเองสั้น ๆ ง่าย ๆ สำหรับคนที่ต้องนอนดึกเป็นประจำมาฝากกัน

1. ง่วงก็นอนเลย

ทันทีที่ร่างกายรู้สึกง่วง แต่อยากจะเล่นเฟซต่อ ขอร้องว่าอย่าฝืน แนะนำว่าให้นอนเลย ที่สำคัญควรจะนอนให้ได้อย่างน้อย 4 ชั่วโมงขึ้นไปต่อวัน เพราะเป็นจำนวนเวลาที่ร่างกายได้รับการพักผ่อนอย่างพอเหมาะ

2. ออกกำลังกายเล็ก ๆ เมื่อตื่น

บางคนตื่นปุ๊บหยิบมือถือมาเช็กเฟซบุ๊กก่อนเลย ใจเย็น ๆ ออกกำลังกายเบา ๆ กันก่อนไหม เหมือนวอร์มอัพร่างกายให้ตื่นตัว แต่อย่าถึงขั้นวิ่ง 100 เมตร หรือฟิตเนสจริงจัง แค่ลุกนั่งหรือวิดพื้นนิดหน่อยเป็นพอ แล้ววันนั้นทั้งวันคุณจะสดชื่นกว่าที่เคย

3. กินอาหารที่มีประโยชน์

ยิ่งนอนดึกยิ่งทำให้สมองล้า เรายิ่งต้องกินอาหารที่บำรุงสมอง อย่างอาหารที่มีโคลีน  ช่วยป้องกันความจำเสื่อม พบได้ง่ายในถั่วเหลือง ไข่แดง และเนื้อสีขาว เช่น เต้าหู้ เนื้อปลา อกไก่ และไข่ขาว ซึ่งช่วยสร้าง “เคมีสมอง” ที่จำเป็นสำหรับคนที่นอนดึก ส่วนไข่แดงมีไบโอติน  ที่ช่วยบำรุงสมอง และกาบ้า ที่ช่วยให้สมองทำงานได้ดี มีอยู่ในข้าวกล้องงอกและธัญพืช รวมถึงวิตามินบีที่ช่วยกระตุ้นระบบประสาทและสมองให้ตื่นตัว ที่สำคัญคือดื่มน้ำเปล่าเยอะ ๆ เพราะการนอนดึกทำให้สมองขาดน้ำ ซึ่งสมองเป็นส่วนที่้ต้องการน้ำไปหล่อเลี้ยงมากที่สุด

4. งดกาแฟ

สมมติว่างานไม่เสร็จ อย่าแก้ปัญหาด้วยการดื่มกาแฟ แต่ให้ดื่มดาร์กช็อกโกแลตหรือโกโก้แทน เพราะในโกโก้มี “ฟลาโวนอยด์”สารช่วยกระตุ้นให้เลือดไหลไปเลี้ยงสมองด้ดี และไม่มีคาเฟอีน

5. กินวิตามินแก้เครียด

ยามเราอดนอนระดับฮอร์โมนจากต่อมไพเนียล จะทำงานไม่ปกติ ทำให้เกิดความเครียดแบบลึก ๆ ต่อให้เป็นคนตลกแค่ไหน แต่ร่างกายมันก็เครียด จึงควรรับประทานอาหารที่มีวิตามินบีและวิตามินซี ถ้าตื่นเช้ามากินข้าวกล้อง กินผัก ผลไม้ ดื่มน้ำผลไม้คั้นสด ๆ ได้ทุกวันยิ่งดี

ทั้ง 5 วิธีนี้คือการดูแลตัวเองง่าย ๆ ถ้าจำเป็นต้องนอนดึกจริง ๆ ทางที่ดีคือเราควรนอนอย่างน้อยวันละ 6-8 ชั่วโมง เพื่อให้ร่างกายแข็งแรง ปลอดโรคภัย และลดความเสื่อมของร่างกายจะได้แข็งแรงไปนาน

คุณรู้หรือไม่?

น้ำตาลในเลือดสูงเพราะนอนน้อย : มหาวิทยาลัยชิคาโก และมหาวิทยาลัยนอร์ทเวสเทิร์น ได้ทำการวิจัยเรื่องเบาหวาน และพบว่า ผู้ป่วยโรคเบาหวานที่พักผ่อนไม่เพียงพอ จะส่งผลให้ระดับกลูโคสเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วถึง 23% ขณะเดียวกัน ระดับอินซูลินก็ขึ้นสูงอย่างรวดเร็วถึง 48% ด้วย แต่ถ้านอนหลับอย่างเพียงพอก็จะลดปริมาณน้ำตาลในเลือดได้อย่างง่ายดาย

นอนน้อยเสี่ยงมะเร็งเต้านม : การวิจัยของมหาวิทยาลัย Tohoku ที่ญี่ปุ่น ได้เก็บข้อมูลจาก 24,000 คน พบว่า ผู้หญิงที่มีอายุระหว่าง 40-79 ปี ที่นอนน้อยกว่า 6 ชั่วโมง มีโอกาส 62% ที่จะเป็นมะเร็งเต้านม ขณะที่คนที่นอนมากกว่า 9 ชั่วโมง มีความเสี่ยงน้อยกว่าถึง 28%

รู้ไหมว่า ใบบัวบก มีสรรพคุณลดภาวะการอักเสบของร่างกายจากการนอนดึก วิธีที่ดีที่สุดคือ การเคี้ยวกินทั้งใบสด ๆ หรือปั่นผสมน้ำแล้วดื่ม

ผู้หญิงอายุน้อยกว่า 60 ปีที่นอนน้อยกว่า 5 ชั่วโมง มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจถึง 2 เท่า

คนที่นอนน้อยกว่า 6 ชั่วโมงต่อคืน เฉลี่ยแล้ว 47% มีโอกาสเกิดมะเร็งลำไส้มากกว่าคนที่นอนหลับอย่างน้อย 7 ชั่วโมง

ขอบคุณแหล่งที่มา https://health.kapook.com

ดูบอลออนไลน์ ปารีส

ดูบอลออนไลน์ ปารีส ดูบอลออนไลน์ ฟรี

ดูบอลออนไลน์ ปารีส เว็บไซด์รายงานข่าวสาร ผลบอลสด

ดูบอลออนไลน์ ปารีส ดูบอลสด และ ดูบอลออนไลน์ ผ่านเน็ตฟรี ดูบอลออนไลน์แจกฟรีทีเด็ดบอล ทีเด็ดบอลวันนี้ ทีเด็ดฟุตบอลวันนี้ทีเด็ดฟุตบอลทีเด็ดบอลชุด ทีเด็ดบอลสเต็ประดับ VIP ที่แม่นที่สุดในทุกๆลีกทั่วโลก และยังมีทรรศนะวิเคราะห์บอล ดู บอล สด ปารีส
ทรรศนะบอล ทรรศนะเซียนบอล ทรรศนะบอลวันนี้ให้ท่านได้อ่าน วิเคราะห์บอล วิเคราะห์บอลวันนี้ วิเคราะห์บอลคืนนี้จากเหล่าเซียนดัง นอกเหนือจากนั้นยังมีข้อมูล ล้มโต๊ะ บ้านผลบอล เซียนสเต็ป สยามกีฬา สปอร์ตพูล ตลาดลูกหนัง สปอร์ตแมน
อัพเดทตารางบอล ดู บอล สด ประจวบ ตารางบอลวันนี้ ตารางบอลคืนนี้ ตารางบอลพรุ่งนี้ โปรแกรมบอล โปรแกรมฟุตบอล โปรแกรมฟุตบอลวันนี้ราคาบอลราคาบอลไหลเช็คราคาบอลราคาบอลวันนี้ราคาบอลสดราคาบอลพรีเมียร์ลีกแถมยังให้บริการ ดูผลบอลเมื่อคืนผลบอลล่าสุดผลบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษผลบอลวันนี้ ดู บอล สด ซั ป โป โร โอ ซา ก้า
ผลบอลบุนเดสลีกาเยอรมันผลบอลลาลีกาสเปนผลบอลลีกเอิงฝรั่งเศษผลบอลสดไทยพรีเมียร์ลีกผลบอลสดไทยดิวิชั่น1บอลไทยดิวิชั่น2ผลบอลสดยูฟ่าแชมป์เปี้ยนลีกผลบอลสดยูโรป้าลีกและผลบอลสดทั่วโลกอัพเดทตลอดเวลา24ชั่วโมง รับรองทีเด็ดฟุตบอลระเทพVIP ดู บอล สด ซั ป โป โร วัน นี้
ให้เสพข้อมูลฟรีๆและ ชมไฮไลท์ฟุตบอลความคมชัดระดับHD อัพเดททันทีแบบ Realtime ที่ฟุตบอลแข่งจบจากทุกๆลีกทั่วโลก ทำให้แฟนบอลทุกๆท่านจะไม่พลาดทุกช็อตสำคัญของการแข่งขัน ดูบอลผ่านเน็ตดูบอลออนไลน์ ดูบอลสดทุกลีกทั่วโลก
ดูฟุตบอลออนไลน์สามารถติดตาม ตารางคะแนนลาลิกาตารางคะแนนพรีเมียร์ลีกตารางคะแนนลีกเอิงตารางคะแนนบุนเดสลีกา…

สุขภาพดีด้วยการกินผลไม้ 5 ทัพพีทุกวัน

สุขภาพดีด้วยการกินผลไม้ 5 ทัพพีทุกวัน

ประโยชน์ของการกินผัก ผลไม้ 5 ทัพพี ทุกวัน

หลายคนคงอาจจะเคยได้ยินคำพูดที่ว่า “ต้องกินผักผลไม้ทุกวัน” หรือ “ไม่อยากท้องผูกต้องกินผัก ผลไม้ให้ได้ 5 ทัพพี” เป็นคำพูดที่ฟังดูคุ้นชิน แต่ใครจะรู้ถึงสาเหตุที่แท้จริงของลักษณะนิสัยการกินข้างต้น

สุขภาพดีด้วยการกินผลไม้ 5 ทัพพีทุกวัน

ประโยชน์ของการกินผัก ผลไม้ 5 ทัพพี ทุกวัน

1. ลดอัตราเสี่ยงของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร
การกินผักผลไม้ในปริมาณที่เหมาะสมทุกวันเป็นผลดี จากการศึกษาแบบติดตามไปข้างหน้าสรุปได้ว่า การกินผักผลไม้เป็นประจำทุกวัน ทำให้อัตราการเสียชีวิตลดลง (อายุยืนยาวขึ้น) และอัตราการป่วยด้วยโรคหัวใจลดลง แต่ทั้งนี้ยังขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆ เช่น การออกกำลังกาย การสูบบุหรี่ การกินของมัน อีกด้วย

2. เสริมสร้างความแข็งแรงของระบบกระดูก ป้องกันโรคกระดูกพรุน จากการวิจัยพบว่า ผัก ผลไม้ จะช่วยป้องกันการสูญเสียมวลกระดูก ซึ่งช่วยป้องกันการเกิดโรคกระดูกพรุน

3. ลดอัตราเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจขาดเลือด โรคหลอดเลือดสมอง จากรายงานขององค์การอนามัยโลกพบว่า ผู้หญิงที่กินผักผลไม้ 5.1 ส่วนต่อวัน จะสามารถลดอัตราเสี่ยงของการเป็นโรคหัวใจขาดเลือด และโรคหลอดเลือดสมองได้ถึงร้อยละ 31 และร้อยละ 11 ตามลำดับ

4. ลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็ง ป้องกันโรคมะเร็งบางชนิด
4.1 มะเร็งต่อมลูกหมาก การกินผัก ผลไม้ ที่มีเส้นใยสูง จะลดอัตราเสี่ยง 65 ปี จำนวน 1,230 คน พบว่า การกินผักมีความสัมพันธ์กับการเป็นโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก (ไม่พบในผลไม้) โดยเฉพาะผักที่มีเส้นใยสูง
4.2 มะเร็งของระบบทางเดินอาหาร จากงานวิจัยระดับนานาชาติ เกี่ยวกับการกินผักผลไม้กับความเสี่ยงในการเกิดมะเร็ง สรุปว่า การกินผักผลไม้จะลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งบางชนิด โดยเฉพาะโรคมะเร็งระบบทางเดินอาหาร สามารถลดความเสี่ยงได้สูงถึงร้อยละ 20-30 และลดมะเร็งโดยรวมได้ประมาณร้อยละ 5-12
4.3 มะเร็งปอด การกินผักผลไม้จะทำให้ความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งปอดลดลงได้

5. ป้องกันโรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน อ้วน รวมทั้งการป้องกันและขจัดภาวะขาดสารอาหาร จากรายงานขององค์การอนามัยโลก เรื่องโภชนาการและสารอาหาร กับการป้องกันโรคเรื้อรัง ได้มีข้อเสนอแนะให้กินผัก ผลไม้ อย่างน้อยวันละ 5 ทัพพีต่อวัน เพื่อป้องกันโรคเรื้อรังดังกล่าว

6. ประโยชน์ต่อสุขภาพด้านอื่นๆ เช่น ชะลอการเกิดโรคต้อกระจก ลดอาการโรคหืด ช่วยระบบขับถ่าย ลำไส้ทำงานได้ดีขึ้น ความคุมน้ำหนักตัวไม่ให้สูงเกินไป

เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้…เชื่อว่าคงมีผู้อ่านหลายคนเตรียมตัวออกไปหาซื้อผักผลไม้สดๆ กันแล้ว สุขภาพดีด้วยการกินผลไม้ 5 ทัพพีทุกวัน

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.sanook.com

ระดับสีค่าฝุ่นละออง

ระดับสีค่าฝุ่นละออง PM 2.5 ฟ้า-เขียว-เหลือง-ส้ม-แดง บอกอะไรเราบ้าง?

ระดับสีค่าฝุ่นละออง ช่วงนี้แอปพลิเคชั่นที่ฮอตที่สุด คงหนีไม่พ้น แอปวัดระดับฝุ่นละอองในอากาศ ที่มีให้เลือกใช้มากมาย แต่ที่เป็นที่นิยมในบ้านเรา

ระดับสีค่าฝุ่นละออง คือ Air4Thai และ AirVisual ที่มีการแบ่งระดับปริมาณฝุ่นละอองในอากาศด้วยสี เมื่อเห็นสีส้มสีแดง ให้เราใส่หน้ากาก N95 ทุกครั้งที่ออกจากบ้านทันที

แต่จริงๆ แล้วระดับสีของค่าฝุ่นละออง บอกอะไรเราได้มากกว่านั้น

ระดับสีค่าฝุ่นละออง PM 2.5 ฟ้า-เขียว-เหลือง-ส้ม-แดง บอกอะไรเราบ้าง?
พื้นที่สีเหลือง สถานการณ์อยู่ในระดับปานกลาง

ระดับสีค่าฝุ่นละออง
บุคคล: คนทั่วไป สามารถออกไปกลางแจ้งได้ ออกกำลังกายกลางแจ้งได้ หากเป็นอาชีพที่ต้องออกไปกลางแจ้งเป็นเวลานานพิจารณาใส่หน้ากากป้องกัน ทั้งนี้ควรมีช่วงที่กลับไปพักในอาคารที่มีการระบายอากาศดีหรือมีเครื่องปรับอากาศเป็นระยะๆ

คนกลุ่มเสี่ยง ควรปรับเวลาในการออกไปกลางแจ้ง และหากต้องออกไปกลางแจ้งควรใส่หน้ากากป้องกัน

สถานที่: บ้าน สามารถเปิดประตูหรือหน้าต่างห้องได้ ถ้าไม่มีคนกลุ่มเสี่ยงอยู่ในห้อง แต่ไม่ควรเปิดทิ้งไว้ตลอด

โรงเรียนหรือหน่วยงาน พิจารณาปรับเวลาเข้าและเลิก ลดกิจกรรมกลางแจ้ง

สิ่งแวดล้อม: ยานพาหนะ สามารถเข้ามาได้ในพื้นที่ตามปกติ

ควรปลูกต้นไม้เพิ่ม โดยเฉพาะต้นไม้ที่มีใบมาก ไม้เลื้อย ไม้ล้มลุก หรือไม้พุ่มบางชนิด เช่น เล็บมือนาง กะทกรก ใบระบาด เครือออน คริสตินาและไทรเกาหลี

เวลา: ปริมาณ PM2.5 มีการเปลี่ยนแปลงตามช่วงเวลา โดยมีระดับสูงขึ้นในช่วงเช้าและเย็น และจะมีระดับลดลงในช่วงกลางวัน ควรมีการติดตามสถานการณ์เป็นระยะๆ

พื้นที่สีส้ม สถานการณ์อยู่ในระดับเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ
บุคคล: คนทั่วไป ควรปรับเวลาในการออกไปกลางแจ้ง ลดการออกกำลังกายกลางแจ้ง หากเป็นอาชีพที่ต้องออกไปกลางแจ้งเป็นเวลานานควรใส่หน้ากากป้องกัน ทั้งนี้ควรมีช่วงที่กลับไปพักในอาคารที่มีการระบายอากาศดีหรือมีเครื่องปรับอากาศเป็นระยะ ๆ

คนกลุ่มเสี่ยง ลดเวลาในการออกไปกลางแจ้ง และหากต้องออกไปกลางแจ้งควรใส่หน้ากากป้องกัน

สถานที่: บ้าน ไม่ควรเปิดประตูหรือหน้าต่างห้อง หากมีเครื่องปรับอากาศและเครื่องฟอกอากาศสามารถใช้ได้

โรงเรียนหรือหน่วยงาน ลดเวลาเรียนหรือทำงาน งดกิจกรรมกลางแจ้ง

สิ่งแวดล้อม: ยานพาหนะ สามารถเข้ามาได้ในพื้นที่ตามปกติ

หลีกเลี่ยงการเผาขยะ

ควรปลูกต้นไม้เพิ่ม โดยเฉพาะต้นไม้ที่มีใบมาก ไม้เลื้อย ไม้ล้มลุก หรือไม้พุ่มบางชนิด เช่น เล็บมือนาง กะทกรก ใบระบาด เครือออน คริสตินาและไทรเกาหลี

เวลา: ปริมาณ PM2.5 มีการเปลี่ยนแปลงตามช่วงเวลา โดยมีระดับสูงขึ้นในช่วงเช้าและเย็น และจะมีระดับลดลงในช่วงกลางวัน ควรมีการติดตามสถานการณ์เป็นระยะๆ

พื้นที่สีแดง สถานการณ์อยู่ในระดับมีผลกระทบต่อสุขภาพ
บุคคล: คนทั่วไป ลดเวลาในการออกไปกลางแจ้ง งดออกกำลังกายกลางแจ้ง หากเป็นอาชีพที่ต้องออกไปกลางแจ้งเป็นเวลานานควรใส่หน้ากากป้องกัน ทั้งนี้ควรมีช่วงที่กลับไปพักในอาคารที่มีการระบายอากาศดีหรือมีเครื่องปรับอากาศเป็นระยะๆ

คนกลุ่มเสี่ยง งดการออกไปกลางแจ้ง และหากต้องออกไปกลางแจ้งควรใส่หน้ากากป้องกัน

สถานที่: บ้าน ไม่ควรเปิดประตูหรือหน้าต่างห้อง หากมีเครื่องปรับอากาศและเครื่องฟอกอากาศสามารถใช้ได้

โรงเรียนหรือหน่วยงาน ควรปิดเรียนหรือหยุดทำงาน

สิ่งแวดล้อม: ยานพาหนะ ลดจำนวนพาหนะที่เข้าสู่พื้นที่ โดยเฉพาะเครื่องยนต์ดีเซล จัดการจราจรให้คล่องตัว

งดการเผาขยะ

ควรปลูกต้นไม้เพิ่ม โดยเฉพาะต้นไม้ที่มีใบมาก ไม้เลื้อย ไม้ล้มลุก หรือไม้พุ่มบางชนิด เช่น เล็บมือนาง กะทกรก ใบระบาด เครือออน คริสตินาและไทรเกาหลี

เวลา: ปริมาณ PM2.5 มีการเปลี่ยนแปลงตามช่วงเวลา โดยมีระดับสูงขึ้นในช่วงเช้าและเย็น และจะมีระดับลดลงในช่วงกลางวัน ควรมีการติดตามสถานการณ์เป็นระยะๆ

ส่วนสีฟ้า และเขียว บ่งบอกว่าเป็นเขตที่มีอากาศดี ปริมาณของฝุ่นน้อยถึงน้อยมาก ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย ไม่ต้องใส่หน้ากากเมื่อออกจากบ้าน

ช่วงนี้สถานการณ์ยังน่าเป็นห่วง ขอให้อัปเดตแอปพลิเคชั่นเพื่อเช็กสภาพอากาศทุกวัน ติดหน้ากาก N95 เอาไว้ในกระเป๋าตลอดเวลา และหลีกเลี่ยงการออกจากบ้าน หรือทำกิจกรรมนอกบ้าน เช่น ออกกำลังกาย

หรือหากจำเป็นต้องอยู่ในพื้นที่กลางแจ้งที่มีฝุ่นเยอะ เช่น ริมถนน เป็นเวลานาน อย่าลืมสวมหน้ากาก N95 ตลอดเวลาด้วย หากรู้สึกหายใจไม่สะดวกเหมือนจะเป็นลม

ควรรีบเข้าพักในอาคารที่ปิดประตูหน้าต่าง แล้วถอดหน้ากากหายใจให้สะดวกทั่วท้อง สุดท้าย หากมีปัญหากับการสวมหน้ากาก N95 ควรปรึกษาแพทย์ใกล้บ้านเพื่อหาวิธีป้องกันที่เหมาะสมต่อไป

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com…

ปวดท้อง ท้องเสียบ่อย ถ่ายเลือดปน สัญญาณอันตราย “ลำไส้อักเสบเรื้อรัง”

ปวดท้อง อาการปวดท้องบ่อยๆ ท้องเสียประจำ ถ่ายมีมูก หรือถ่ายมีเลือด เกิดได้กับทุกคน แต่ถ้าอาการเหล่านี้ เกิดขึ้นเรื้อรังและติดต่อกันเป็นเวลานาน

ปวดท้อง อย่าชะล่าใจไปเชียว เพราะนั่นเป็นสัญญานเตือนว่า คุณอาจอยู่ ในภาวะเสี่ยงที่จะเป็น “โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง”

โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง เป็นอย่างไร?

“กลุ่มโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง หรือ IBD (Inflammatory Bowel Disease) เป็นโรคที่ยังไม่เป็นที่รู้จัก แพร่หลายสำหรับคนไทย เนื่องจากในอดีตเป็นโรคที่มักจะเกิดเฉพาะกับคนในตะวันตกและ ตะวันออกกลาง

แต่ในปัจจุบันพบว่ามีผู้ป่วยโรคนี้ในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพิ่มมากขึ้นและพบได้ ทุกช่วงอายุตั้งแต่เด็ก จนถึงสูงอายุ โดยอายุที่มักเริ่มมีอาการคือ 20-40 ปีซึ่งสถานการณ์ในประเทศไทย มีแนวโน้มของอุบัติการณ์ของโรคเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ” รศ.นพ.สถาพร มานัสสถิตย์ ประธานชมรมลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่ สมาคมแพทย์ระบบทางเดินอาหาร แห่งประเทศไทย กล่าว

อาการของโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง

ด้วยความที่โรค IBD มีอาการคล้ายคลึงกับโรคทางระบบทางเดินอาหารอื่น เช่น โรคกระเพาะ โรคริดสีดวงทวาร หรือโรคลำไส้แปรปรวน หรือ IBS (Irritable Bowel Syndrome) จึงมักทำให้ ผู้ป่วยไม่ เฉลียวใจว่าอาการปวดท้อง

ท้องเสีย หรือถ่ายเป็นเลือด ที่เกิดขึ้นเป็นอาการของ IBD ทำให้ได้รับ การรักษาที่ไม่ตรงกับโรค ผู้ป่วยจึงเป็นหนักขึ้นและมีอาการอักเสบเรื้อรังยิ่งขึ้น

ปวดท้อง
สาเหตุของโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง

ผศ.นพ. จุลจักร ลิ่มศรีวิไล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ด้านโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง ให้ข้อมูลว่า โรคลำไส้อักเสบเรื้อรังเกิดจากภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยทำงานมากผิดปรกติ

และคิดว่าลำไส้ของตัวเอง เป็นสิ่งแปลกปลอมจึงทำให้เกิดการอักเสบขึ้น คล้ายกับ “โรคพุ่มพวง” ต่างกันที่โรคพุ่มพวงทำให้เกิดการอักเสบได้ทุกส่วนในร่างกาย แต่โรคลำไส้อักเสบเรื้อรังจะเกิดการอักเสบที่ระบบทางเดินอาหารเป็นหลัก

อันตรายของโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง

“โรค IBD หากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง อาจเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ลำไส้ตีบตัน ลำไส้ทะลุ และมีโอกาสเสี่ยงเป็นมะเร็ง หรืออาจเกิดโรคแทรกซ้อนถึงขั้นเสียชีวิตได้ ดังนั้น หากมีอาการที่อาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคนี้ ผู้ป่วยควรรีบมาพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยให้แน่ชัด” นพ.จุลจักร กล่าว

“เมื่อรู้ตัวว่าป่วย ก็ปรับเปลี่ยนลักษณะการใช้ชีวิตทั้งหมด ควบคุมอาหารการกินอย่างเคร่งครัด จากที่เคยทานแต่อาหารรสจัด ก็งดในทันที

รวมถึงคนในครอบครัวด้วยเช่นกัน” คุณซาน โตส กุมารี ตัวแทนผู้ป่วยกล่าว ทางด้านคุณฐิรตา กรีใจวัง อีกหนึ่งผู้ป่วยที่เคยละเลยและไม่ทำการรักษาอย่างต่อเนื่อง เพราะกลัวผลข้างเคียงที่ได้รับจากยา “สำหรับผู้ที่ป่วยเป็นโรคนี้ ถ้ามีวินัยในตัวเอง เราสามารถควบคุมมันได้”

ผลข้างเคียงทางจิตใจ จากโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง

นอกจากอาการของโรคนี้จะส่งผลกระทบต่อร่างกายแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจและความสัมพันธ์กับคนในครอบครัว เพราะมักรู้สึกว่าตนเองไร้ความสามารถ เกิดความเครียดจากการเจ็บป่วย ทำให้นอนไม่หลับ รู้สึกขาดอิสระในการดำเนินชีวิต และตกอยู่ในภาวะโรคซึมเศร้าจนต้องลาออกจากงาน

“เมื่อทราบว่าตัวเองป่วย เราก็เกิดอาหารหดหู่ ส่งผลให้การดำรงชีวิตประจำวันเปลี่ยนไปมาก กลายเป็นคนขี้กังวล ไม่มีสมาธิ เดิมทีเป็นคนชอบเล่นกีฬา ก็จำเป็นต้องหยุดเล่นกีฬาทุกชนิด เหมือนถูกสมองสั่งให้มองหาห้องน้ำตลอดเวลา

ในตอนแรกเราไม่ทราบว่าตัวเองป่วยเป็นโรคอะไร และไม่รู้ว่าจะผ่านมันไปได้อย่างไร แต่ตอนนี้สามารถเรียนรู้ที่จะอยู่กับโรคนี้ได้แล้ว เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดในการต่อสู้กับโรคนี้ คือกำลังใจและความเข้าใจจากคนในครอบครัว” คุณบี ฮัว เมอรี่ ตัน ตัวแทนผู้ป่วยที่มาร่วมแชร์ประสบการณ์กล่าว

การป้องกันโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง

เนื่องจากไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด จึงทำให้การป้องกันโรค IBD เป็นไปได้ยาก แต่สามารถควบคุมดูแล รักษาโรคให้ดีขึ้น รวมถึงสามารถลดความรุนแรงของอาการ และลดโอกาสเกิดอาการกำเริบได้ โดยมัก ใช้ยาเป็นแนวทางการรักษาหลัก

เพื่อทำให้เยื่อบุลำไส้คืนสู่สภาพปกติจนไม่มีอาการผิดปกติใดๆ แต่เพราะโรคนี้ยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ดังนั้น แม้จะได้หยุดยาแล้ว แต่ผู้ป่วยก็ยังจำเป็นต้องอยู่ ในการดูแลของแพทย์ และตรวจติดตามอาการเป็นระยะ เพื่อที่หากโรคเริ่มกลับเป็นซ้ำ จะได้รักษาอาการ ได้ทันท่วงที

ศ.นพ.รณชัย คงสกนธ์ นายกแพทยสมาคมแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า แพทยสมาคม มีโครงการ “อุ่นใจเมื่อใกล้แพทยสมาคม” โดยมีจุดมุ่งหมาย ในการส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการรวมกลุ่มผู้ป่วยโรคต่างๆ

ที่มีผลต่อคุณภาพการดำเนินชีวิตในระยะยาว ทั้งต่อผู้ป่วย ครอบครัว สังคมและเศรษฐกิจ เพื่อให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับโรค จากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่เป็นที่ปรึกษาโครงการ โดยมีกลุ่มของผู้ป่วยเป็นคนขับเคลื่อนกิจกรรมกลุ่ม

ในลักษณะการเป็น patient support group มีการแบ่งปันความรู้และประสบการณ์ ระหว่างแพทย์ที่ปรึกษา ผู้ป่วยและ ญาติผู้ป่วย เพื่อให้เกิดความเข้าใจในกระบวนการ การดูแลและรักษา ซึ่งประสบความสำเร็จมาแล้ว 7 โครงการกับ 7 กลุ่มโรค ซึ่งกลุ่มโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง (IBD) เป็นกลุ่มที่ 8 ภายใต้โครง“การอุ่นใจเมื่อใกล้แพทยสมาคม”

“โครงการกลุ่มผู้ป่วยโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง “IBD มีเพื่อน…Happy Life ถ้าลำไส้ไม่อักเสบเรื้อรัง” เป็นอีก หนึ่งโครงการที่ แพทยสมาคมฯ จับมือกับชมรมแพทย์ลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่ สมาคมแพทย์ระบบทางเดิน อาหาร

ที่ต้องการประชาสัมพันธ์ความรู้เกี่ยวกับโรคลำไส้อักเสบเรื้อรังที่ถูกต้อง ตั้งแต่ สาเหตุของการเกิดโรค อาการของโรค กระบวนวินิจฉัยและการรักษา แนวทางดูแลตัวเองสำหรับผู้ป่วยและครอบครัว เพื่อให้ผู้ป่วย และครอบครัว สามารถปรับสภาพ การดำเนินชีวิตให้อยู่ในเกณฑ์ปกติได้” ศ.นพ.รณชัย กล่าว

รศ.นพ.สถาพร กล่าวเสริมว่า “ทางกลุ่มฯ ได้จัดทำเว็ปไซต์ www.ibdthai.com ให้เป็นช่องทางในการ เข้าถึงและรู้จักกับโรคได้อย่างรวดเร็ว และเข้าใจง่าย ด้วยข้อมูลที่ถูกต้องน่าเชื่อถือจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

เริ่มเปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม ศกนี้ เป็นต้นไป โดยนอกจากผู้ป่วยและครอบครัวที่สามารถ เข้ามาค้นหาวิธีการดูแลรักษาโรคที่ถูกต้อง รวมถึงได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้จากประสบการณ์ของผู้ป่วย และผู้ดูแลผู้ป่วย”

ประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะผู้ที่สงสัยว่าอาจเป็นโรคนี้ ก็เข้ามาทำความรู้จักกับโรค และประเมินตัวเอง ในเบื้องต้นได้ที่เว็ปไซต์แห่งนี้ เพื่อที่หากพบความผิดปกติ ก็จะได้รีบตรวจและรักษาความผิดปกติ ได้เร็ว ก่อนที่จะกลายเป็นโรคเรื้อรัง หรือ หากเป็นแล้ว ก็ยังมีโอกาสจะกลับมาเป็นปกติได้มากขึ้นและ เร็วยิ่งขึ้น ถ้ารักษาได้ทันท่วงที

ขอบคุณแหล่งที่มา   https://www.sanook.com…

ทีมนักวิจัยอังกฤษทดสอบ

ทีมนักวิจัยอังกฤษทดสอบ “เครื่องวิเคราะห์ลมหายใจ” ตรวจหามะเร็ง

ทีมนักวิจัยอังกฤษทดสอบ ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า โรคหลายๆ โรคสร้างกลิ่นกายเฉพาะตัวที่ออกมาจากร่างกายของผู้ป่วย อาทิ ไข้รากสาดน้อยที่ทำให้ผู้ป่วยมีกลิ่นตัวเหมือนขนมปังอบ

ทีมนักวิจัยอังกฤษทดสอบ กับกลิ่นของสารเเอซิโทนที่ใช้ในน้ำยาล้างเล็บ เช่นเดียวกับกลิ่นแอปเปิ้ลเน่าที่เกิดจากโรคเบาหวาน

ผลการวิจัยชิ้นล่าสุดยังพบว่า ลมหายใจของคนเราอาจช่วยบอกได้ด้วยว่ากำลังเป็นโรคมะเร็ง

และเพื่อทดสอบสมมุติฐานนี้ ศูนย์การวิจัยมะเร็งแห่งสหราชอณาจักร (Cancer Research UK) ได้เริ่มต้นการทดสอบเครื่องวิเคราะห์ลมหายใจตรวจมะเร็งที่เรียกว่าthe Breath Biopsy กับคนเป็นเวลานาน 2 ปี เพื่อตรวจหาโมเลกุลที่ออกมากับลมหายใจ ซึ่งใช้ในการตรวจหามะเร็ง

ทีมนักวิจัยอังกฤษทดสอบ

ในกระบวนการเผาผลาญพลังงานของร่างกายที่ทำงานเป็นปกติ ร่างกายจะผลิตโมเลกุลที่ออกมากับละอองลมหายใจที่เรียกว่า VOC (volatile organic compounds) และผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่ามะเร็งจะสร้างโมเลกุล VOC เช่นกัน

แต่มีลักษณะเเตกต่างออกไปจากร่างกายคนปกติ ซึ่งนักวิจัยหวังว่าเครื่องวิเคราะห์ลมหายใจจะช่วยแยกความแตกต่างนี้ได้

Billy Boyle ผู้ร่วมก่อตั้งเเละซีอีโอของบริษัท Owlstone Medical ที่คิดค้นเเละพัฒนาเครื่องวิเคราะห์ลมหายใจนี้ กล่าวกับ CNN ว่าเป้าหมายของการทดลองนี้คือการค้นหาความเเตกต่างระหว่างโมเลกุล VOC ปกติกับชนิดที่ไม่ปกตินี้ให้ได้

การทดลองกับคนนี้ดำเนินการโดยศูนย์วิจัยมะเร็งแห่งสหราชอณาจักรในเมืองเเคมบริดจ์ (Cancer Research UK Cambridge Centre) และกำลังรับสมัครอาสาสมัครจำนวน 1,500 คน รวมทั้งคนที่มีสุขภาพเเข็งเเรงดีเพื่อเป็นกลุ่มควบคุม

ทีมนักวิจัยวางเเผนที่จะเริ่มต้นการทดลองกับกลุ่มผู้ป่วยมะเร็งกระเพาะอาหารเเละมะเร็งหลอดอาหารเป็นกลุ่มเเรก ตามมาด้วยกลุ่มผู้ป่วยมะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งไต มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ มะเร็งตับเเละตับอ่อน

ผู้เข้าร่วมในการทดลองจะต้องเป่าลมหายใจออกเข้าไปในเครื่องวิเคราะห์ลมหายใจนาน 10 นาที เพื่อให้ได้ตัวอย่างโมเลกุลที่อยู่ในละอองลมหายใจ ซึ่งจะถูกนำไปวิเคราะห์โดยทีมนักวิจัยในห้องทดลองของบริษัท Owlstone Medical ในเมืองเเคมบริดจ์

ทีมงานมุ่งหาทางระบุให้ได้ว่า โรคมะเร็งมีกลิ่นหรือโมเลกุลในละอองลมหายใจที่แตกต่างไปอย่างไร เเละสามารถค้นพบมะเร็งได้ในระยะเริ่มเเรกได้เร็วแค่ใหน และหากผู้ป่วยจะกลายเป็นมะเร็งจริงๆ ตัวอย่างลมหายใจของผู้ป่วยจะใช้เปรียบเทียบกับตัวอย่างจากคนที่ไม่เป็นมะเร็งได้หรือไม่

ศาสตราจารย์ Rebecca Fitzgerald หัวหน้าทีมนักวิจัยที่ศูนย์วิจัยมะเร็งแห่งอังกฤษ ที่เมืองเเคมบริดจ์ กล่าวในแถลงการณ์ว่า จำเป็นอย่างมากที่ต้องเร่งพัฒนาอุปกรณ์ใหม่ๆ อย่างเช่น เครื่องวิเคราะห์ลมหายใจนี้ ซึ่งช่วยตรวจหาเเละวินิจฉัยมะเร็งได้ตั้งเเต่เนิ่นๆ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ป่วยมีโอกาสรอดชีวิต

ศูนย์วิจัยมะเร็งแห่งอังกฤษชี้ว่า มีผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่มากกว่า 360,000 คนทุกปีในอังกฤษ และองค์การอนามัยโลกหรือ WHO รายงานว่า ในระดับโลก มีผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่ราว 18 ล้าน 1 เเสนคนในปีที่ผ่านมา

หากการทดลองกับคนครั้งนี้ได้ผลสำเร็จ ทั้้งบริษัท Owlstone Medical เเละศูนย์วิจัยมะเร็งหวังว่า แพทย์จะสามารถนำเครื่องวิเคราะห์ลมหายใจเครื่องนี้ไปใช้ในการตรวจร่างกายผู้ป่วย เพื่อช่วยในการตัดสินใจว่าควรเเนะนำให้เข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งเพิ่มเติมหรือไม่

ศาสตราจารย์ Fitzgerald กล่าวว่า ทีมงานหวังว่าการทดลองครั้งนี้จะช่วยให้ค้นพบสัญญาณของโรคมะเร็งได้ตั้งเเต่ยังอยู่ในระยะเริ่มต้น ซึ่งเป็นขั้นตอนที่สำคัญมากในการพัฒนาเทคโนโลยีการตรวจมะเร็งโดยใช้ลมหายใจ

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com…

แพทย์เตือน

แพทย์เตือน อากาศเย็นลง ระวังโรค “ปอดบวม” ในเด็ก และผู้สูงอายุ

แพทย์เตือน โรงพยาบาลพะเยา เตือนโรคปอดบวมในเด็กและผู้สูงอายุ แนะหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่แออัด หมั่นล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอ ป้องกันการแพร่เชื้อโรค

แพทย์เตือน แพทย์หญิงจิรพร ภัทรนุธาพร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลพะเยา เปิดเผยว่า ตามที่ประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาเรื่อง อากาศแปรปรวนบริเวณประเทศไทยตอนบนว่า ประเทศไทยตอนบนมีอากาศหนาวเย็นโดยทั่วไปและมีลมแรง อุณหภูมิจะลดลง 3-5 องศาเซลเซียส ในภาคเหนือ ส่วนบริเวณเทือกเขาสูงมีอากาศหนาวถึงหนาวจัด

แพทย์เตือน

 

อุณหภูมิต่ำสุด 3-13 องศาเซลเซียส และมีน้ำค้างแข็งเกิดขึ้นบางพื้นที่ ขอให้ประชาชนบริเวณประเทศไทยตอนบนรักษาสุขภาพเนื่องจากสภาพอากาศที่หนาวเย็นลง

โดยที่มักพบในช่วงฤดูหนาวคือ โรคปอดบวม ซึ่งผู้ป่วยมีอาการปอดติดเชื้อและเกิดภาวะอักเสบ อาจเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส เชื้อรา พยาธิ หากเกิดการติดเชื้อจากสารเคมีหรือยาบางชนิด มักเรียกว่าปอดอักเสบ

ทั้งนี้ปอดบวมหรือปอดอักเสบเกิดได้ในทุกเพศทุกวัย โดยจะพบมากในเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปี ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคประจำตัว และผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ส่วนอาการของปอดบวมจะมีไข้ ไอเจ็บหน้าอก และหอบเหนื่อย ผู้สูงอายุ อาจมีอาการซึม สับสน

เด็กทารกหรือเด็กเล็ก อาจมีอาการปวดท้อง ท้องอืด อาเจียน ซึม ร้องกวน ไม่ดูดนม ร่วมด้วย และบางรายอาจมีอาการชักจากไข้ ในเด็กทารกหรือเด็กเล็กที่เป็นมากจะมีอาการหายใจหอบเร็วมาก อาจมีอาการตัวเขียว ริมฝีปาก ลิ้น เล็บเขียว และภาวะขาดน้ำ

สำหรับการป้องกันโรคปอดบวม ควรหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่แออัด สวมหน้ากากอนามัย เพื่อไม่ให้มีการแพร่เชื้อไปยังผู้อื่น หมั่นล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอ

ดูแลรักษาตามอาการ เช่น หากมีไข้สูงควรเช็ดตัว รับประทานยาลดไข้ และดื่มน้ำมาก ๆ หากพบว่าผู้สูงอายุหรือเด็กมีอาการที่กล่าวมาข้างต้น ควรไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษาได้อย่างทันท่วงที

ขอบคุณแหล่งที่มา     https://www.sanook.com