ใช้นิ้วนางไว้ก่อน

ใช้นิ้วนางไว้ก่อน เคล็ดลับความงามง่าย ๆ สวยได้แม้ไม่ค่อยมีเวลา

ใช้นิ้วนางไว้ก่อน เทรนด์แฟชั่นเดี๋ยวมาแล้วก็ไป ไม่เหมือนกับความงามที่มาจากภายในโดยธรรมชาติของผู้หญิง

ใช้นิ้วนางไว้ก่อน  ที่จะคงอยู่ไปตลอด แต่หากไม่ดูแลมัน ต่อให้ปรุงเสริมเติมแต่งสักแค่ไหน ก็ยังสามารถเห็นจุดตำหนิเล็ก ๆ น้อย ๆi99bet ได้อยู่ดี ดังนั้นสาว ๆ จึงต้องหมั่นเอาใจใส่ในทุกอณูตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ลองนึกสภาพหญิงสาวที่แต่งหน้าสวยงามแต่ผมกลับกระเซอะกระเซิงและแห้งเสียแตกปลายสิ ทำให้ลดความน่ามองลงไปเลยใช่ไหมล่ะ ?

ใช้นิ้วนางไว้ก่อน

ไม่ต้องพึ่งอุปกรณ์อะไรเยอะ หรือมีเวลาไม่มาก แค่ปฏิบัติเป็นประจำก็สวยเป๊ะได้

หากต้องการบำรุงผิวด้วยมอยส์เจอไรเซอร์หรือทาคอนซีลเลอร์เพื่อปกปิดรอยคล้ำใต้ตา พยายามใช้นิ้วนางเกลี่ย เพราะจะมีแรงกดที่พอดี ไม่หนักหรือเบาจนเกินไป

ขอบคุณแหล่งที่มา https://women.kapook.com/…

อย่าขี้เกียจ

อย่าขี้เกียจ ใช้ครีมนวดผม เคล็ดลับความงามง่าย ๆ สวยได้แม้ไม่ค่อยมีเวลา

อย่าขี้เกียจ  เทรนด์แฟชั่นเดี๋ยวมาแล้วก็ไป ไม่เหมือนกับความงามที่มาจากภายในโดยธรรมชาติของผู้หญิง

อย่าขี้เกียจ

อย่าขี้เกียจ  ที่จะคงอยู่ไปตลอด แต่หากไม่ดูแลมัน i99bet ต่อให้ปรุงเสริมเติมแต่งสักแค่ไหน ก็ยังสามารถเห็นจุดตำหนิเล็ก ๆ น้อย ๆ ได้อยู่ดี ดังนั้นสาว ๆ จึงต้องหมั่นเอาใจใส่ในทุกอณูตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ลองนึกสภาพหญิงสาวที่แต่งหน้าสวยงามแต่ผมกลับกระเซอะกระเซิงและแห้งเสียแตกปลายสิ ทำให้ลดความน่ามองลงไปเลยใช่ไหมล่ะ ?

 

เวลาชโลมครีมนวดให้เน้นที่ปลายผม เพราะส่วนนี้จะแห้งเสียง่ายกว่าส่วนอื่น ๆ อ้อ ระหว่างพักทิ้งไว้ใช้นิ้วมือนวดคลึงเบา ๆ ตามศีรษะ จะช่วยให้ผ่อนคลาย หายตึงเครียดได้ด้วยนะ

ขอบคุณแหล่งที่มา https://women.kapook.com/…

สิ่งสำคัญกว่าการนอนครบ8ชั่วโมง

สิ่งสำคัญกว่าการนอนครบ8ชั่วโมง

สิ่งสำคัญกว่าการนอนครบ8ชั่วโมง

สิ่งสำคัญกว่าการนอนครบ8ชั่วโมง

สิ่งสำคัญกว่าการนอนครบ8ชั่วโมง เราคงเคยได้ยินเสมอ ๆ ว่า การนอนหลับที่เพียงพอนั้น ควรนอนวันละ 8 ชั่วโมง เพื่อให้ร่างกายพักผ่อนอย่างเต็มที่ i99bet

ซึ่งอันที่จริงแล้วระยะเวลาการนอน 8 ชั่วโมง เป็นเพียงค่าสถิติโดยเฉลี่ยเท่านั้น จึงมีคำถามสงสัยต่อมาว่า แล้วถ้าเราไม่ได้นอนครบ 8 ชั่วโมง ร่างกายของเราก็จะรู้สึกไม่สดชื่นกระปรี้กระเปร่าจริงไหม วันนี้เรามีคำตอบให้คุณค่ะ

มาดูกันว่าในแต่ละช่วงอายุควรนอนในจำนวนเท่าใด
ช่วงแรกเกิด ต้องการการนอนหลับ 20 ชั่วโมง ขึ้นไป

ขวบปีแรก ต้องการนอนหลับ 12 ชั่วโมง ขึ้นไป

เด็กวัยประถม ต้องการนอนหลับ 9 – 11 ชั่วโมง

เด็กวัยรุ่น ต้องการนอนหลับ 10 ชั่วโมง

เด็กมหาวิทยาลัย ต้องการนอนหลับ 7 – 9 ชั่วโมง

ผู้ใหญ่ตอนต้น ต้องการนอนหลับ 7 – 9 ชั่วโมง

ผู้ใหญ่ตอนกลาง ถึงตอนปลาย ต้องการนอนหลับ 7 – 8 ชั่วโมง

คุณลักษณะการนอนที่มีคุณภาพ
เมื่อตื่นขึ้นมาแล้วจะรู้สึกสดชื่น
จำนวนชั่วโมงนอนไม่สำคัญ แต่ควรเป็นการนอนหลับให้ลึก
การนอนหลับด้วยท่าทางร่างกายที่ผ่อนคลาย ร่างกายได้ยืดเหยียด ยืดเส้น ยืดสาย
จิตใจผ่อนคลาย ไม่มีความเครียด ในขณะนอนหลับ
การนอนหลับควรนอนในเวลาที่ร่างกายรู้สึกง่วงจริง ๆ ไม่จำเป็นต้องบังคับตัวเอง
เมื่อร่างกายได้ผ่อนคลาย ก็จะหลั่งฮอร์โมนออกมาที่ทำให้มีความสุขในขณะหลับ ร่างกายก็จะสามารถซ่อมแซ่มส่วนที่สึกหรอได้อย่างปกติ

แนวทางการรักษาอาการนอนไม่หลับ
– การปรับพฤติกรรมและความเชื่อ เพื่อให้นอนหลับได้ดีขึ้น

– รักษาด้วยยา ควรเป็นการวินิจฉัยจากแพทย์เมื่อไม่สามารถนอนหลับด้วยตนเองได้เป็นระยะเวลานาน อันเนื่องมาจากความเครียด ซึ่งแพทย์จะให้ยานอนหลับในระยะเวลาสั้น ๆ จนกระทั่งสามารถปรับพฤติกรรมและความเชื่อได้ถูกต้องแล้ว และร่างกายสามารถนอนหลับได้เองแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องใช้ยาอีกต่อไป

ICE LAB ช่วยการนอนหลับลึก
อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้นว่า การนอนหลับที่ดีมีคุณภาพนั้น ไม่ได้อยู่ที่จำนวนชั่วโมงของการนอน แต่ขึ้นอยู่กับวิธีการนอน ควรนอนหลับให้ลึก ซึ่งอาจจะไม่จำเป็นต้องถึง 8 ชั่วโมงก็ได้ ก็สามารถช่วยให้ร่างกายได้รับการพักผ่อนอย่างเต็มที่ ด้วยเหตุนี้ ICE Lab จึงเป็นนวัตกรรมเทคโนโลยีที่สามารถช่วยแก้ไขปัญหาให้กับคนที่ไม่สามารถนอนหลับได้ดี ได้ลึก หรือนอนหลับยาก ให้สามารถนอนหลับได้ดี ได้ลึก และหลับง่ายขึ้นได้ เพราะด้วยอุณหภมิ – 110 องศา ขณะทำการบำบัดนั้น จะทำให้ร่างกายมีการต่อสู้เพื่อความอยู่รอด ทำให้ภายในร่างกายพยายามเอาชนะสภาวะแวดล้อมภายนอก จึงเกิดการปรับสมดุลและฟื้นฟูในร่างกาย เพิ่มการหลั่งฮอร์โมนเอ็นโดรฟิน สารแห่งความสุขออกมา ประสาทสัมผัสในร่างกายจะรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น และหากใครมีอาการบาดเจ็บกล้ามเนื้อหรือข้อต่อในส่วนใดของร่างกาย ก็จะช่วยบรรเทาอาการนั้นลงได้ ทำให้ร่างกายลดความเจ็บปวดลง นอกจากนี้ยังเกิดการเผาผลาญอีกด้วย และเมื่อได้รับการบำบัดจนครบ 3 นาทีแล้ว หลังจากนั้นจะเกิดความรู้สึกเพลีย จึงทำให้เมื่อถึงเวลานอนก็จะสามารถนอนหลับได้ดีและลึกขึ้นค่ะ

ขอบคุณแหล่งที่มา http://www.apexprofoundbeauty.com…

กาแฟดำของคนรักสุขภาพ

กาแฟดำของคนรักสุขภาพ

กาแฟดำของคนรักสุขภาพ

กาแฟดำของคนรักสุขภาพ

กาแฟดำของคนรักสุขภาพ ประโยชน์ของกาแฟดำที่คนรักสุขภาพต้องรู้ !

เมื่อพูดถึงกาแฟ หลายคนคงจะนึกถึงกาแฟหวานมันกลมกล่อม อย่างคาปูชิโน่ เอสเปรสโซ่ หรือกาแฟสำเร็จรูปที่แค่ฉีกซองชงในน้ำร้อนก็ได้รสชาติที่หวานอร่อยทันที โดยลืมไปว่ายังมีกาแฟอีกชนิดหนึ่งที่น่าลิ้มลองไม่แพ้กัน นั่นก็คือ กาแฟดำนั่นเอง เพราะรสชาติที่เข้มข้นเกินไป จึงทำให้หลายคนมองข้าม แต่รู้ไหมว่ากาแฟดำที่มีรสชาติขมมากจนต้องเติมน้ำตาลหลายๆ ช้อนนั้น มีประโยชน์มากกว่าที่คุณคิดเสียอีก ฮั่นแน่!! เริ่มสงสัยกันแล้วสิว่ากาแฟดำมีประโยชน์อย่างไรบ้าง งั้นเรามาดูกันเลย

1. ป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบซี

ไวรัสตับอักเสบซี เป็นโรคที่มีความอันตรายเป็นอย่างมาก แต่จากการวิจัยพบว่าการดื่มกาแฟดำเป็นประจำทุกวัน จะสามารถบรรเทาและป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบซีได้ โดยจะต้องดื่มกาแฟอย่างน้อยวันละ 3 ถ้วยต่อวัน แต่ทั้งนี้ก็ต้องดูที่สุขภาพด้านอื่นๆ ของตัวคุณเองด้วย เพราะบางคนอาจมีโรคประจำตัวที่ถูกห้ามไม่ให้ดื่มกาแฟหรือเครื่องดื่มคาเฟอีนนั่นเอง

2. ช่วยลดความอ้วน

หลายคนอาจจะเข้าใจว่าการดื่มกาแฟ เป็นสาเหตุที่ทำให้อ้วน แต่ความจริงแล้วกลับตรงกันข้าม เพราะกาแฟดำมีส่วนช่วยในการละลายไขมันได้ดี และสามารถให้พลังงานทดแทนได้ ซึ่งการดื่มกาแฟเป็นประจำหลังมื้ออาหาร ถือเป็นวิธีที่ดีที่สุด เนื่องจากกาแฟจะเข้าไปทำให้ไขมันที่ทานเข้าไปแตกตัวและสลายไปอย่างง่ายดายโดยไม่จับเป็นก้อนนั่นเอง แต่จะต้องเป็นกาแฟดำที่ปราศจากน้ำตาลเท่านั้นนะคะ

3. ป้องกันโรคหอบ

ฟังดูเหมือนจะไม่น่าเชื่อใช่ไหมเอ่ย ว่ากาแฟสามารถป้องกันอาการหอบหืดได้ นั่นก็เพราะโรคหอบเกิดจากการที่ประสาทสำรองถูกกระตุ้น จึงแสดงอาการหอบออกมา แต่เมื่อดื่มกาแฟดำเป็นประจำ ฤทธิ์ของกาแฟดำจะเข้าไปช่วยระงับความตึงเครียดของประสาทสัมผัสสำรอง และไม่ทำให้เกิดอาการหอบนั่นเอง

4. ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ

ใครว่าดื่มกาแฟแล้วใจสั่น นอนไม่หลับ แถมเสี่ยงโรคหัวใจเป็นอย่างมาก ไม่จริงเลย เพราะกาแฟดำเมื่อดื่มบ่อยๆ จะช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจได้ดี เนื่องจากในกาแฟดำมีวิตามินบีรวมชนิดหนึ่ง ชื่อว่านิโคติน ซึ่งจะช่วยลดคอเลสเตอรอลในเลือดและป้องกันหลอดเลือดแข็งตัว จึงไม่ทำให้เป็นโรคหัวใจ แถมลดความเสี่ยงภาวะไขมันในเลือดสูงอีกด้วย แต่สำหรับคนที่เป็นโรคหัวใจอยู่แล้ว ไม่ควรดื่มกาแฟเด็ดขาดค่ะ

5. ป้องกันโรคมะเร็ง

มะเร็งร้าย ก็สามารถป้องกันได้ด้วยการดื่มกาแฟดำ เพราะในกาแฟดำมีกรดอะซิติก ที่จะช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของก้อนเนื้อร้าย และทำลายเซลล์ผิดปกติ ที่อาจกลายเป็นมะเร็งในวันหน้า เมื่อดื่มบ่อยๆ จึงหมดห่วงเรื่องมะเร็งร้ายมาเยือนไปได้เลย แต่กาแฟดำจะใช้สำหรับป้องกันโรคมะเร็งในขั้นต้นเท่านั้น ไม่สามารถใช้เพื่อรักษาโรคมะเร็งได้

6. บรรเทาอาการปวดศีรษะ

มักจะมีอาการปวดศีรษะบ่อยๆ การดื่มกาแฟดำก็ช่วยได้ดีเช่นกัน เพราะคาเฟอีนมีส่วนช่วยในการขยายหลอดเลือด ทำให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น และระงับอาการปวดศีรษะได้ นอกจากนี้ยังสามารถช่วยบรรเทาอาการปวดศีรษะเนื่องจากอาการเมาค้างจากการดื่มสุราและของมึนเมาอีกด้วย แต่ทั้งนี้ก็ไม่ควรดื่มมากเกินไป เพราะอาจเกิดผลเสียได้เช่นกัน

7. ช่วยชะลอวัย

สำหรับคนที่ไม่อยากแก่เร็ว แค่ดื่มกาแฟดำบ่อยๆ ก็จะช่วยชะลอวัยได้ เพราะกาแฟดำจะทำให้ออกไซด์แตกตัว ลดการสะสมของออกซิเจนที่มีมากเกินไปจนอาจทำให้แก่เร็ว พร้อมทำให้ผิวพรรณเต่งตึง กระชับ ป้องกันการเกิดริ้วรอยและรอยเหี่ยวย่นของผิวได้อย่างดีเยี่ยม แบบที่คุณเองก็แทบไม่ต้องซื้อครีมราคาแพงมาใช้เลยล่ะ

ได้รู้ประโยชน์ของกาแฟดำแบบนี้แล้ว ใครที่เคยคิดว่ากาแฟดำไม่มีประโยชน์ แถมรสชาติก็เข้มข้นจนรู้สึกฝืดคอ ควรคิดใหม่โดยด่วน แต่ทั้งนี้ก็อย่าลืมว่ากาแฟ ก็มีข้อเสียเหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นอาการนอนไม่หลับ ปัสสาวะบ่อย ส่งผลเสียต่อทารกในครรภ์ เกิดการอักเสบในกระเพาะอาหาร และอื่นๆ อีกมากมาย ดังนั้นจึงควรดื่มกาแฟอย่างพอเหมาะ และเติมน้ำตาลหรือคอฟฟี่เมตให้น้อยที่สุด เพื่อป้องกันเบาหวานนั่นเอง i99bet

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.coffeefavour.com…

แผลที่ใกล้หายทำไมคัน

แผลที่ใกล้หายทำไมคัน กระบวนการเยียวยาตนเองของแผล ผิวหนังเป็นปราการด่านแรก

แผลที่ใกล้หายทำไมคัน นี่เป็นสิ่งที่แทบทุกคนต่างต้องเคยเจอ เมื่อ แผลที่ใกล้หาย เกิดอาการคันขึ้นมาจนแทบห้ามใจให้เกาไม่ไหว

แผลที่ใกล้หายทำไมคัน

แผลที่ใกล้หายทำไมคัน  ทำไมจึงเกิดอาการคันเช่นนี้เกิดขึ้นเมื่อแผลใกล้หาย? แพทย์ยังไม่ทราบสาเหตุ แต่มีหลายทฤษฎีที่อาจอธิบายได้ดังนี้

กระบวนการของการสมานแผล
ก่อนจะหาคำตอบของคำถามว่า ทำไมจึงเกิดอาการคันเมื่อแผลใกล้หาย คุณควรทำความเข้าใจกระบวนการเยียวยาตนเองของแผล ผิวหนังเป็นปราการด่านแรก ในการต่อสู้กับสิ่งที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย เปรียบเหมือนระบบรักษาความปลอดภัย เมื่อบริเวณรอบๆ ถูกรุกราน จะเกิดสัญญาณเตือน ทำให้ร่างกายทำปฏิกิริยาบางอย่าง และเริ่มกระบวนการเยียวยาi99bet

สี่ขั้นตอนในกระบวนการของการสมานแผล
ขั้นตอนแรกคือ การห้ามเลือด (hemostasis) หลังจากที่เส้นเลือดบีบแคบลง ทำให้เลือดไหลช้าลง เกล็ดเลือดจะเกาะกลุ่มกัน และเกิดเป็นลิ่มเลือดบริเวณบาดแผล การแข็งตัวของเลือดนี้เกิดขึ้นเมื่อเส้นใยในเลือดหรือไฟบริน (Fibrin) สร้างตาข่ายเส้นใย และดักเกล็ดเลือดกับเซลล์เม็ดเลือดแดงเอาไว้เพื่อสร้างเป็นลิ่มเลือด

ขั้นต่อไปคือขั้นอาการอักเสบ เกิดขึ้นในระหว่างที่ร่างกายเริ่มทำความสะอาดบาดแผล สิ่งสกปรกต่างๆ ถูกกำจัดออกไปจากบาดแผลเพื่อป้องกันการติดเชื้อ

ระยะเพิ่มจำนวน คือขั้นต่อมาที่ร่างกายเริ่มสร้างเส้นเลือดใหม่และผิวหนังใหม่

ขั้นสุดท้าย คือขั้นของปรับตัวและฟื้นฟู เซลล์ที่ถูกทำลายจะได้รับการซ่อมแซม รวมถึงเซลล์ประสาทด้วย

ทำไมจึงเกิดอาการคันเมื่อแผลใกล้หาย?
มีหลักการมากมายที่สามารถอธิบายการเกิดสะเก็ดแผลที่ทำให้คัน ในสะเก็ดแผลมีฮีสตามีน ที่ทำให้ผิวหนังรอบบาดแผลระคายเคือง แพทย์บางท่านคิดว่าเป็นกลไกของร่างกาย ในการกำจัดสะเก็ดแผลที่ไม่ต้องการอีกต่อไป เมื่อเกิดอาการคัน คุณมักเกา และสะเก็ดจะหลุดออก แต่ก็มีข้อบกพร่องในทฤษฎีนี้ เนื่องจากในบางครั้งอาการคันที่สะเก็ดแผล เกิดขึ้นก่อนที่แผลจะสมานเสียอีก

ทฤษฎีที่สองเกี่ยวข้องกับเส้นประสาทที่ถูกทำลาย เมื่อเกิดแผลที่ผิวหนัง เมื่อร่างกายเริ่มเยียวยาตนเอง เส้นประสาทจะไวต่อความรู้สึกมากกว่าปกติ เมื่อแผลเริ่มหาย สัญญาณต่างๆ อาจส่งผลกระทบ และสมองได้รับสัญญาณผิดประเภท จึงตีความว่าเป็นอาการคัน และทำให้ร่างกายต้องเกาสะเก็ดที่เกิดขึ้น

อีกทฤษฎีหนึ่งก็คือ ในขณะที่แผลเริ่มสมาน สะเก็ดแผลจะดึงรั้งผิวหนังใหม่ ทำให้เกิดอาการคันที่บริเวณสะเก็ดแผล

ประการสุดท้ายก็คือ สภาพผิวที่แห้งอาจเป็นสาเหตุของอาการคัน เมื่อมีแผลเกิดขึ้น ผิวหนัง เส้นประสาท และต่อมเหงื่อ จะได้รับความเสียหาย และไม่มีน้ำมัน จึงทำให้ผิวหนังบริเวณนั้นแห้ง

การเกาจากอาการคัน
วิธีที่ช่วยบรรเทาอาการคัน

ทาครีมฆ่าเชื้อทันที วิธีนี้สามารถช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น และมีสะเก็ดเล็กลง ดังนั้น จะไม่เกิดอาการคันมาก การปิดแผลเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้แผลสะอาดและป้องกันการติดเชื้อ

คุณอาจหาผลิตภัณฑ์ที่หาซื้อได้ตามร้านขายยาท่ัวไป เช่น ครีมแก้อาการคัน หรือน้ำมันวิตามินอี เพื่อช่วยป้องกันและบรรเทาอาการคัน โดยการทาเบาๆ บริเวณแผล

การปฐมพยาบาล
หากคุณกำลังมีคำถามว่า “ทำไมถึงมีอาการคันเมื่อแผลใกล้หาย” นั่นหมายความว่า แผลของคุณกำลังมีอาการดีขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องดี ในการช่วยให้แผลเยียวยาตัวเองได้ การปฐมพยาบาลในตอนแรกเป็นสิ่งสำคัญมาก และนี่คือวิธีการ

ห้ามเลือด โดยการกดแผลด้วยผ้าสะอาดอย่างต่อเนื่อง เป็นเวลา 20-30 นาที หากคุณเอาผ้าที่ปิดแผลออก ลิ่มเลือดที่ปากแผลอาจหลุดออกมา และอาจทำให้เลือดไหลอีกครั้งได้ ควรไปพบหมอหากเลือดไม่หยุด

ทำความสะอาดแผล โดยการให้น้ำเย็นไหลผ่านแผล หากเป็นไปได้ ทำความสะอาดแผลด้วยสบู่และซับแผลให้แห้ง

ทายาฆ่าเชื้อบางๆ บริเวณแผล เพื่อช่วยป้องกันการติดเชื้อ และช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น

ปิดแผลด้วยพลาสเตอร์ ควรปิดพลาเตอร์ตามแนวขวางชองแผลเสมอ ไม่ใช่ตามแนวยาว เมื่อแผลเริ่มหาย ควรเปิดแผลให้ได้รับอากาศ ไม่จำเป็นต้องปิดพลาสเตอร์ต่อ

เปลี่ยนผ้าปิดแผลทุกวัน หรือเมื่อผ้าที่ปิดแผลสกปรก หรือเปียก ไม่จำเป็นต้องใช้ผ้าปิดแผลต่อ หากแผลตกสะเก็ดแล้ว

เข้ารับการเย็บแผล หากแผลลึกกว่า 1/4 นิ้ว หรือมีขอบแผลที่ผิดปกติ และควรเข้ารับการเย็บแผลทันที เพื่อป้องกันการติดเชื้อ

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.sanook.com…

ประโยชน์ขั้นเทพของกระเจี๊ยบเขียวที่คุณอาจไม่รู้

ประโยชน์ขั้นเทพของกระเจี๊ยบเขียวที่คุณอาจไม่รู้

ประโยชน์ขั้นเทพของกระเจี๊ยบเขียวที่คุณอาจไม่รู้

ประโยชน์ขั้นเทพของกระเจี๊ยบเขียวที่คุณอาจไม่รู้

ประโยชน์ขั้นเทพของกระเจี๊ยบเขียวที่คุณอาจไม่รู้

ถ้าจะบอกว่าชาวญี่ปุ่นนิยมทานกระเจี๊ยบเขียวมาก ทุกคนจะเชื่อหรือเปล่าคะ? ทานสดๆ นำไปประกอบอาหารต่างๆ สารพัดเมนูอีกต่างหาก ขนาดไปเวียดนาม ที่นั่นยังเสิร์ฟกระเจี๊ยบเขียวให้มาย่างทานกันสดๆ อีกด้วย ไม่ใช่แค่รสชาติที่ดี แต่เป็นเพราะสรรพคุณเจ๋งๆ ของกระเจี๊ยบเขียวนี่แหละ ที่ทำให้ใครต่อใครก็หามาทานกันมากมาย จะมีประโยชน์ในด้านใดบ้าง มาดูกันค่ะ

ประโยชน์ขั้นเทพของ “กระเจี๊ยบเขียว”
1. ช่วยลดน้ำตาลในเลือด เหมาะสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน และคนที่กำลังควบคุมน้ำตาล-น้ำหนัก

2. ลดอาการท้องผูก เพราะมีเมือกที่ช่วยให้อุจจาระอ่อนตัวขึ้น และยังมีใยอาหารที่ดีต่อการขับถ่าย

3. ลดคอเลสเตอรอลในร่างกาย

4. ลดความเสี่ยงในการเป็นโรคกระเพาะอาหาร เยื่อบุกระเพาะอาหารอักเสบ และลำอักเสบได้

5. ใครที่เป็นโรคกระเพาะอาหารอยู่แล้ว การทานกระเจี๊ยบเขียวพร้อมเมือกเหนียวๆ ใสๆ จะช่วยเข้าไปเคลือบแผลในกระเพาะอาหารได้อีกด้วย

6. ฝักกระเจี๊ยบต้มเกลืออ่อนๆ สามารถแก้อาการกรดไหลย้อนได้

7. มีโฟเลตสูง ช่วยเสริมสร้างเม็ดเลือดแดง และเป็นสิ่งจำเป็นต่อพัฒนาการของลูกน้อยในครรภ์ ดังนั้นจึงเหมาะกับหญิงมีครรภ์

วิธีรับประทานกระเจี๊ยบเขียว
สามารถหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ทานสดๆ ได้เลย หรือจะนำไปประกอบอาหารกับเมนูอื่นๆ นำไปย่างด้วยไฟอ่อนๆ หรือจะทานผสมกับน้ำผึ้ง น้ำมะนาว หรือไอศกรีมก็ได้ค่ะ

ขอบคุฯแหล่งที่มา https://www.sanook.com

วิธีทําให้หน้าขาวอมชมพูสวยวิ้ง

วิธีทําให้หน้าขาวอมชมพูสวยวิ้ง

วิธีทําให้หน้าขาวอมชมพูสวยวิ้ง

วิธีทําให้หน้าขาวอมชมพูสวยวิ้ง

วิธีทําให้หน้าขาวอมชมพูสวยวิ้ง เมื่อพูดถึง “ความขาว” เชื่อว่าผู้หญิงอย่างเรา ๆ คงต้องการมีผิวสวยเปล่งประกายความสดใสกันถ้วนหน้า โดยเฉพาะผิวหน้า หากได้มาซึ่งความเนียนกระจ่างใส แถมยังดูขาวอมชมพู (แบบว่ามีเลือดฝาดนิด ๆ ) แล้วล่ะก็ นับว่าเป็นความสวยดูดีมีเสน่ห์เพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว

วันนี้กระปุกดอทคอมจึงขอเอาใจสาว ๆ ด้วยวิธีเด็ด ๆ ที่จะช่วยทำให้ผิวหน้าของคุณดูขาวใสเปล่งปลั่ง ดูสวยอมชมพูขึ้นได้ง่าย ๆ เอาเป็นว่าใครอยากปฏิวัติผิวตัวเองให้สวยบ้างอะไรบ้าง อย่ารอช้า รีบไปดูกันเลย…

1. พอกหน้า อีกหนึ่งวิธียอดฮิตที่สาว ๆ ส่วนใหญ่ล้วนทำกันเป็นประจำอยู่แล้ว เพียงแต่คราวนี้ให้ใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติ เป็นผลไม้และผักที่อุดมไปด้วยวิตามินเอ อี ซี ที่มีส่วนช่วยทำให้ผิวหน้าดูสดชื่น ขาวใสแบบมีเลือดฝาด ดังต่อไปนี้

มะเขือเทศ นำมะเขือเทศสุกไปแช่เย็นจัด จากนั้นจึงนำมาฝานเป็นแว่นบาง ๆ แล้วนำมาวางลงไปบนผิวหน้าให้ทั่ว ทิ้งไว้ 15 นาทีแล้วล้างออกด้วยน้ำเย็น ทำเป็นประจำทุกวัน จะสังเกตได้ชัดเจนเลยว่าผิวจะดูเด้ง สดใสขึ้นอย่างทันตา

แอปเปิล เลือกใช้แอปเปิลไม่ปอกเปลือก 1 ผล กับน้ำผึ้งแท้ 1 ช้อนโต๊ะ นำมาปั่นให้ละเอียด พอกให้ทั่วใบหน้าก่อนนอน ทิ้งไว้ประมาณ 30 นาทีแล้วล้างออก แอปเปิลและน้ำผึ้งจะช่วยดูดซับสิ่งสกปรกตามรูขุมขนและทำให้หน้านุ่มขาวกระจ่างใส

สตรอเบอร์รี หลังจากล้างทำความสะอาดใบหน้าแล้ว ให้ใช้สตรอเบอร์รีประมาณ 5-7 ลูก ปั่นพอแหลกหรือใช้ส้อมยีจนละเอียด จากนั้นจึงนำพอกทิ้งไว้บนใบหน้าประมาณ 15 นาที ทำสัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง จะทำให้ใบหน้าสวยอ่อนเยาว์ ฟื้นฟูผิวให้ขาวเรียบเนียนขึ้นได้

วิธีทําให้หน้าขาวอมชมพู

2. ฟื้นฟูความขาวจากภายใน มากระตุ้นการไหลเวียนของเลือดและเซลล์ผิวหนังให้พร้อมรับสารวิตามินและคุณประโยชน์ดี ๆ กันดีกว่า ไม่ว่าจะเป็นผักและผลไม้ที่จัดเต็มทั้งวิตามิน แร่ธาตุและสารอาหารจำเป็นต่อผิว ได้แก่ แครอท เซเลอรี มะเขือเทศ ฟักทอง บีทรูท กล้วย ส้ม สับปะรด แอปเปิล แตงโม กีวี อะโวคาโด และผลไม้ตระกูลเบอร์รี อาจนำมาปั่นดื่มล้างพิษทุกเช้าหรือเลือกรับประทานต่อวันให้มาก ๆ แทนแป้ง น้ำตาลและไขมัน เท่านี้ใบหน้าก็สวยเด้งดูมีสุขภาพดีแล้วล่ะค่ะ

3. นวดหน้า เพราะการนวดกดจุด สามารถช่วยกระตุ้นช่วยการไหลเวียนโลหิตและยังเป็นการบริหารกล้ามเนื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยการใช้ปลายนิ้วชี้และนิ้วกลางทั้งสองข้างกดที่บริเวณริมฝีปากเเล้วค่อย ๆ เลื่อนไปที่บริเวณใต้เเก้มไปจนถึงกรอบหน้า จากนั้นจึงเลื่อนกลับเข้ามาบริเวณริมฝีปากอีกครั้ง ทำสลับเลื่อนเข้าและเลื่อนออก 3 ครั้ง หรืออาจใช้เครื่องนวดหน้านวดเบา ๆ ก่อนนอนเป็นประจำ จะทำให้ผิวหน้าเปล่งปลั่ง แลดูมีเลือดฝาด แก้มแดงสดใสแบบสุด ๆ

วิธีทําให้หน้าขาวอมชมพู

4. ใช้เมคอัพเข้าช่วย อีกหนึ่งทางลัดง่าย ๆ ที่สาวสามารถเนรมิตความขาวอมชมพูได้ในทุก ๆ วัน เพียงนำเมคอัพเบสปรับสีผิว เกลี่ยเบา ๆ ให้ทั่วผิวหน้า แล้วใช้แป้งฝุ่นโปร่งแสงปัดเบา ๆ ให้ทั่วใบหน้าและลำคอ จากนั้นมาเพิ่มความสดใสให้กับแก้มทั้งสองข้าง ด้วยบรัชออนสีส้มอ่อนหรือสีชมพูอ่อนผสมชิมเมอร์ ปัดเบา ๆ ให้พวงแก้มสวยระเรื่ออย่างเป็นธรรมชาติ

เอาเป็นว่าสาว ๆ คนไหนอยากมีผิวหน้าขาวใสอมชมพูอยู่เสมอ ควรบำรุงและดูแลผิวอย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการทาครีมบำรุง การเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ รวมถึงการออกกำลังกาย เพราะนอกจากจะช่วยบำรุงผิวให้ขาวใสมั่นใจขึ้นได้แล้ว ยังเป็นการเสริมสร้างสุขภาพร่างกายของตัวคุณเองอีกด้วย

ขอบคุณแหล่งที่มา https://women.kapook.com

สูตรไข่ขาวพอกหน้าขจัดสิวเสี้ยน

สูตรไข่ขาวพอกหน้าขจัดสิวเสี้ยน

สูตรไข่ขาวพอกหน้าขจัดสิวเสี้ยน

สูตรไข่ขาวพอกหน้าขจัดสิวเสี้ยน

สูตรไข่ขาวพอกหน้าขจัดสิวเสี้ยน นอกจากทำความสะอาดหน้าได้อย่างหมดจดแล้ว ไข่ขาวยังมีคุณสมบัติพิเศษอีกอย่างหนึ่งก็คือ เรื่องของการทำลายล้างสิวเสี้ยนและสิวหัวดำได้แบบไม่เหลือซากเลยนั่นเอง

ไม่ต่างกับการซื้อแผ่นแปะสิวมาใช้เลย แต่ถูกกว่าและเห็นผลได้ชัดเจนกว่า แถมยังทำได้บ่อยตามที่ต้องการอีกด้วย

สิ่งที่ต้องเตรียม

ไข่ขาว
กระดาษชำระ, สำลี, กระดาษซับมัน (อย่างใดเพียงอย่างหนึ่ง)
วิธีพอกหน้าด้วยไข่ขาว

เมื่อแยกไข่ขาวไว้เรียบร้อยแล้ว ก็ตีให้ฟูเหมือนเวลาทำไข่เจียว (ไม่ต้องใช้เครื่องตีจนแข็งขึ้นยอดเหมือนทำขนม) จากนั้นก็เอาไข่ขาวที่เราตีแล้วมาทาให้ทั่วใบหน้า หรือเฉพาะบริเวณที่ต้องการกำจัดสิวเสี้ยนออก ซึ่งก็คือส่วนของจมูก คาง และหน้าผากนั่นเอง (ระวังอย่าให้โดนเส้นขน-ผม เพราะตอนดึงออกจะเจ็บมากและอาจแหว่งได้) จากนั้นก็ให้เลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่งระหว่างทิชชู่ กระดาษซับมัน หรือสำลี มาฉีกเป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้วแปะให้ทั่วบริเวณที่เรามาร์คไข่ขาวไว้ จากนั้นก็ทิ้งไว้เฉย ๆ ไม่ต้องทำอะไรจนไข่ขาวแห้ง และสิ่งที่เราแปะไว้แข็ง จากนั้นก็ค่อย ๆ ดึงออกให้หมด ก่อนจะล้างด้วยน้ำอุ่นเพื่อขจัดคราบไข่ขาวที่ยังหลงเหลืออยู่ ปิดท้ายด้วยการล้างน้ำเย็นอีกครั้งเพื่อปิดรูขุมขนและกระชับรูขุมขนในส่วนที่ไข่ขาวดึงสิวเสี้ยนออกไป ซึ่งจะสามารถเห็นได้อย่างชัดเจนเมื่อล้างด้วยน้ำอุ่นเสร็จ และเมื่อเสร็จขั้นตอนทุกอย่างแล้ว บางคนอาจจะต้องทึ่งเลยทีเดียวที่เห็นใบหน้าสะอาดไร้สิวแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.naadengcafe.com

สิวที่อวัยวะเพศชายเป็นโรคอะไรได้บ้าง

สิวที่อวัยวะเพศชายเป็นโรคอะไรได้บ้าง

สิวที่อวัยวะเพศชายเป็นโรคอะไรได้บ้าง

สิวที่อวัยวะเพศชายเป็นโรคอะไรได้บ้าง

สิวที่อวัยวะเพศชายเป็นโรคอะไรได้บ้าง เวลามีอาการแปลก ๆ เกิดขึ้นที่อวัยวะเพศ ไม่ว่าจะเป็น ตุ่มที่อัณฑะ หรือ สิวที่อวัยวะเพศ

ผู้ชายส่วนใหญ่มักจะไม่กล้าปรึกษาหรือพบแพทย์ เพราะจะรู้สึกเขินอาย ซึ่งบางครั้งโรคเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้หากปล่อยไว้นานวันก็อาจจะเกิดผลกระทบร้ายแรงหรือเป็นโรคอื่น ๆ แทรกซ้อนได้ กระปุกดอทคอมเกรงว่าอาการเหล่านั้นจะกำเริบหนัก จึงได้รวบรวมโรคที่เกิด สิวที่อวัยวะเพศชาย มาให้เพื่อน ๆ ทุกคนได้อ่านและลองวินิจฉัยหาวิธีป้องกันรักษาเบื้องต้นกันครับ

– รูขุมขนอักเสบ

ตุ่มเล็ก ๆ สีแดงและอาจมีหนองสีขาวอยู่ข้างใน ซึ่งมีสาเหตุมาจากการใส่เสื้อผ้าร่วมกับผู้อื่น ติดเชื้อแบคทีเรีย ติดเชื้อรา หรือการเสียดสีเนื่องจากส่วมใส่เสื้อผ้าแน่นจนเกินไป โดยมักจะมีมีอาการคัน ปวดแสบปวดร้อน และมีอาการกดเจ็เล็กน้อย

วิธีการป้องกันและรักษา : ป้องกันได้ด้วยการหลีกเลี่ยงปัจจัยต่าง ๆ ที่ทำให้เกิดการอักเสบ เช่น อาบน้ำทำความสะอาดทุกวัน ไม่ใช้เสื้อผ้าร่วมกับผู้อื่น สวมเสื้อผ้าสบาย ๆ ไม่รัดแน่น รักษาความสะอาดของเสื้อผ้าที่สวมใส่ให้ดี ส่วนการรักษาความจริงแล้วโรคนี้สามารถหายได้เองภายใน 2-3 สัปดาห์ หรือใช้ครีม เจล ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่ผสมยาปฏิชีวนะทาบริเวณที่อักเสบ เท่านี้ก็ช่วยให้กลับมาหายเป็นปกติได้แล้ว

– หูดข้าวสุก

ตุ่มกลม ๆ สีเหลืองหรือสีเนื้อ ผิวเรียบเป็นมันเงาและมีรอยบุ๋มตรงกลาง เกิดจากการติดเชื้อไวรัสผ่านการสัมผัสผิวหนังที่ติดเชื้อไวรัสโดยตรง ทางเพศสัมพันธ์ หรือทางสิ่งของที่ใช้ร่วมกัน โดยคนที่เป็นจะไม่มีอาการเจ็บหรือคัน จะมีแค่รอยอักเสบ บวมแดงรอบ ๆ และมีผลต่อผิวหนังชั้นนอกเท่านั้น ไม่ส่งผลต่อกระแสเลือด ระบบประสาท หรืออวัยวะภายในแต่อย่างใด

วิธีการป้องกันและรักษา : หูดข้าวสุกจะหายได้เองภายใน 2 – 12 เดือน แต่สามารถป้องกันได้ด้วยการส่วมถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ ทำความสะอาดมือและของใช้ที่ใช้รว่มกับผู้อื่นให้ดี ที่สำคัญไม่ควรเกาหรือบีบหูด เพื่อป้องกันการแพร่กระจายไปสู่จุดอื่น
– เริม

ตุ่มน้ำใส ๆ หรือตุ่มหนอง ที่จะแตกออกแล้วเป็นสะเก็ดแผล โดยเกิดจากการติดเชื้อไวรัสผ่านการมีเพศสัมพันธ์หรือการใช้สิ่งของร่วมกันกับคนที่ติดเชื้อ จะมีอาการเจ็บปวด แสบคันบริเวณแผล ถ้าเป็นครั้งแรกอาการจะหนักมาถึงขั้นเป็นไข้ร่วมด้วยได้

วิธีป้องกันและรักษา : ควรป้องกันทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ หลีกเลี่ยงการคลุกคลีร่วมถึงไม่ใช้เสื้อผ้า สิ่งของร่วมกับคนที่ติดเชื้อ ส่วนวิธีรักษาให้หมั่นกินยาเพื่อบรรเทาอาการปวด ซึ่งโรคเริมจะค่อย ๆ หายเองใน 2-6 สัปดาห์ หากอาการรุนแรงขึ้นให้รีบพบแพทย์เป็นการเร่งด่วน

– ซีสต์ไขมัน

ตุ่มนูนกลมนิ่ม ๆ ผิวเรียบ มีก้อนไขมันหรือสารสีขาวอยู่ข้างใน เกิดขึ้นจากต่อมไขมันใต้ผิวหนังอุดตันหรือความผิดปกติของผิวหนังชั้นนอก ทำให้ไขมันสะสมตกค้างจนกลายเป็นก้อนซีสต์ ซึ่งไม่มีอาการเจ็บปวดหรือคัน แต่หากทิ้งไว้นานจะขยายตัวใหญ่ขึ้นจนเกิดอาการอักเสบได้

วิธีป้องกันและรักษา : ป้องกันได้ยากเนื่องจากสาเหตุส่วนใหญ่เกิดขึ้นจากใต้ผิวหนัง แต่สามารถลดความเสี่ยงได้ด้วยการทำความสะอาดอยู่เป็นประจำ ส่วนวิธีการรักษาถ้าตัวซีสต์ไม่มีการขยายตัวจะค่อย ๆ ยุบแล้วหายไปเองได้ แต่ถ้าขยายตัวขึ้นเรื่อย ๆ ควรพบแพทย์เพื่อขอรับยารักษาหรือเข้ารับการผ่าตัด

เช็กกันดูได้เลยครับว่าอาการที่เป็นตรงกับข้อมูลข้างต้นหรือเปล่า ถ้าใช่ก็ทำตามวิธีป้องกันรักษาที่แนะนำไปได้เลย แต่เนื่องจากจุดที่เกิดขึ้นเป็นจุดซ้อนเร้นที่เสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนได้ง่าย หากพบอาการแปลก ๆ ที่ต่างไปจากนี้แนะนำให้เข้าพบแพทย์เฉพาะทางเป็นการดีที่สุดครับ ก่อนที่จะรุกรามจนสายเกินแก้

ขอบคุณแหล่งที่มา https://men.kapook.com

ใครว่าออกกำลังกายไม่ได้เมื่อวันนั้นของเดือนมาถึง

ใครว่าออกกำลังกายไม่ได้เมื่อวันนั้นของเดือนมาถึง

ใครว่าออกกำลังกายไม่ได้เมื่อวันนั้นของเดือนมาถึง

ใครว่าออกกำลังกายไม่ได้เมื่อวันนั้นของเดือนมาถึง

ใครว่าออกกำลังกายไม่ได้เมื่อวันนั้นของเดือนมาถึง  ประจำเดือน มีชื่อที่สาวๆ ใช้เรียกกันอย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น เมนส์ รอบเดือน ระดู วันนั้นของเดือน วันแดงเดือด เป็นต้น

การมีประจำเดือนถือเป็นสิ่งปกติที่ผู้หญิงต้องพบเจอ แต่ก็สร้างความลำบากให้กับผู้หญิงส่วนใหญ่ไม่น้อย ประจำเดือนมักมาพร้อมกับอาการปวดท้อง ฮอร์โมนแปรปรวน เหนื่อยง่าย เป็นต้น ส่งผลให้ในช่วง มีประจำเดือน ผู้หญิงส่วนใหญ่เลือกงดกิจกรรมหลายอย่าง รวมถึงการออกกำลังกาย แต่ความจริงแล้ว การออกกำลังกายช่วงมีประจำเดือนนั้น มีประโยชน์มากกว่าที่คุณคิด

ประโยชน์ของออกกำลังกายช่วง มีประจำเดือน
ในช่วงวันนั้นของเดือน ผู้หญิงมักเหนื่อยล้า อ่อนเพลีย ไม่มีพลังและเรี่ยวแรง ส่วนใหญ่จึงงดออกกำลังกายในช่วงเวลานี้ เพราะคิดว่าการออกกำลังกายจะทำให้เหนื่อยมากขึ้น และสูญเสียพลังงานมากเกินไป ทั้งที่ความจริงแล้ว การออกกำลังกายในช่วงมีประจำเดือนนั้น ส่งผลดีต่อร่างกายและจิตใจหลายประการ ดังนี้

ช่วยลดกลุ่มอาการก่อนมีประจำเดือน
การออกกำลังกายเป็นประจำ เช่น การออกกำลังกายแบบแอโรบิก สามารถช่วยลดอาการก่อนมีประจำเดือน (Premenstrual syndrome / PMS) เช่น ท้องอืด เป็นตะคริว ปวดศีรษะ ปวดหลัง คัดหน้าอก อารมณ์แปรปรวน ที่ผู้หญิงต้องพบเจอในช่วง 2-3 วันก่อนมีประจำเดือนได้

เพิ่มการหลั่งเอนดอร์ฟิน
การออกกำลังกายช่วยให้ร่างกายหลั่งสารเอนดอร์ฟิน หรือสารแห่งความสุขมากขึ้น จึงช่วยปรับอารมณ์ และทำให้คุณรู้สึกดีขึ้น อีกทั้งเอนดอร์ฟินยังได้ชื่อว่าเป็นสารแก้ปวดตามธรรมชาติ จึงช่วยบรรเทาอาการปวดในช่วงมีประจำเดือนได้ด้วย

ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือด
การออกกำลังกายช่วยให้ระบบการไหลเวียนเลือดดีขึ้น จึงช่วยบรรเทาอาการเป็นตะคริว ปวดศีรษะ ปวดท้อง ปวดหลังที่เกิดขึ้นขณะมีประจำเดือน

ช่วยบรรเทาอาการปวดประจำเดือน
อาการหรือภาวะปวดประจำเดือน (dysmenorrhea) ที่ทำให้ปวดท้องน้อยถือเป็นอีกหนึ่งความทรมานที่ผู้หญิงต้องเจอ และรบกวนการใช้ชีวิตประจำวันอย่างมาก แต่เพียงแค่คุณออกกำลังกายเบาๆ เช่น เดินรอบหมู่บ้าน ก็อาจช่วยให้อาการปวดประจำเดือนของคุณดีขึ้นได้

ช่วยให้นอนหลับได้ดีขึ้น
อาการปวดประจำเดือน และอารมณ์แปรปรวนที่เกิดขึ้น อาจทำให้ผู้หญิงบางคนมีปัญหาการนอนในช่วงที่มีประจำเดือนได้ด้วย การออกกำลังกายจะช่วยบรรเทาอาการปวดต่างๆ และช่วยให้คุณผ่อนคลาย จึงสามารถนอนหลับได้ดีขึ้น

การออกกำลังกายที่เหมาะกับช่วงมีประจำเดือน
การออกกำลังกายในช่วงที่มีประจำเดือนควรเป็นการออกกำลังกายเบาๆ โดยเฉพาะช่วง 1-3 วันแรกของการมีประจำเดือน เพราะเป็นช่วงที่มีเลือดประจำเดือนมามากที่สุด โดยการออกกำลังกายที่เหมาะกับช่วงมีประจำเดือน ได้แก่

การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอแบบเบา
การออกกำลังแบบคาร์ดิโอ เช่น การเดิน การแอโรบิกแบบเบาๆ จะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด เสริมสร้างความแข็งแรงให้หัวใจและหลอดเลือด ทำให้อาการปวดประจำเดือน ท้องอืด และตะคริวบรรเทาลง

โยคะ และพิลาทีส
ในช่วงที่มีประจำเดือน ผู้หญิงส่วนใหญ่จะเป็นตะคริว ปวดหลัง กล้ามเนื้อล้า การเล่นโยคะหรือพิลาทีสจะช่วยยืดเหยียดกล้ามเนื้อที่ล้าและตึง อีกทั้งท่าออกกำลังกายบางท่า ยังช่วยบรรเทาอาการปวดตามส่วนต่างๆ ได้อีกด้วย เช่น การออกกำลังกายบนลูกบอลเพิ่มแรงกดที่หน้าท้อง บรรเทาอาการปวดท้อง ท่า Cat Pose หรือ ท่า Restorative Pose ช่วยยืดกล้ามเนื้อหลัง แก้ปวดหลัง

ข้อควรระวัง หากจะออกกำลังกายช่วงวันนั้นของเดือน
แม้การออกกำลังกายในช่วงมีประจำเดือนจะมีประโยชน์ แต่ก็ยังมีการออกกำลังกายบางประเภทที่คุณควรหลีกเลี่ยง หรืองดเว้นไปก่อนในช่วงนี้ เช่น การฝึกความอึด การคาร์ดิโอแบบความเข้มข้นสูง การเล่นกีฬาที่ต้องใช้ร่างกายหนักๆ เพราะจะทำให้ร่างกายเหนื่อยล้าและอ่อนเพลียเกินไปจนอาจถึงขั้นเป็นลมได้

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.sanook.com