สิ่งสำคัญกว่าการนอนครบ8ชั่วโมง

สิ่งสำคัญกว่าการนอนครบ8ชั่วโมง

สิ่งสำคัญกว่าการนอนครบ8ชั่วโมง

สิ่งสำคัญกว่าการนอนครบ8ชั่วโมง

สิ่งสำคัญกว่าการนอนครบ8ชั่วโมง เราคงเคยได้ยินเสมอ ๆ ว่า การนอนหลับที่เพียงพอนั้น ควรนอนวันละ 8 ชั่วโมง เพื่อให้ร่างกายพักผ่อนอย่างเต็มที่ i99bet

ซึ่งอันที่จริงแล้วระยะเวลาการนอน 8 ชั่วโมง เป็นเพียงค่าสถิติโดยเฉลี่ยเท่านั้น จึงมีคำถามสงสัยต่อมาว่า แล้วถ้าเราไม่ได้นอนครบ 8 ชั่วโมง ร่างกายของเราก็จะรู้สึกไม่สดชื่นกระปรี้กระเปร่าจริงไหม วันนี้เรามีคำตอบให้คุณค่ะ

มาดูกันว่าในแต่ละช่วงอายุควรนอนในจำนวนเท่าใด
ช่วงแรกเกิด ต้องการการนอนหลับ 20 ชั่วโมง ขึ้นไป

ขวบปีแรก ต้องการนอนหลับ 12 ชั่วโมง ขึ้นไป

เด็กวัยประถม ต้องการนอนหลับ 9 – 11 ชั่วโมง

เด็กวัยรุ่น ต้องการนอนหลับ 10 ชั่วโมง

เด็กมหาวิทยาลัย ต้องการนอนหลับ 7 – 9 ชั่วโมง

ผู้ใหญ่ตอนต้น ต้องการนอนหลับ 7 – 9 ชั่วโมง

ผู้ใหญ่ตอนกลาง ถึงตอนปลาย ต้องการนอนหลับ 7 – 8 ชั่วโมง

คุณลักษณะการนอนที่มีคุณภาพ
เมื่อตื่นขึ้นมาแล้วจะรู้สึกสดชื่น
จำนวนชั่วโมงนอนไม่สำคัญ แต่ควรเป็นการนอนหลับให้ลึก
การนอนหลับด้วยท่าทางร่างกายที่ผ่อนคลาย ร่างกายได้ยืดเหยียด ยืดเส้น ยืดสาย
จิตใจผ่อนคลาย ไม่มีความเครียด ในขณะนอนหลับ
การนอนหลับควรนอนในเวลาที่ร่างกายรู้สึกง่วงจริง ๆ ไม่จำเป็นต้องบังคับตัวเอง
เมื่อร่างกายได้ผ่อนคลาย ก็จะหลั่งฮอร์โมนออกมาที่ทำให้มีความสุขในขณะหลับ ร่างกายก็จะสามารถซ่อมแซ่มส่วนที่สึกหรอได้อย่างปกติ

แนวทางการรักษาอาการนอนไม่หลับ
– การปรับพฤติกรรมและความเชื่อ เพื่อให้นอนหลับได้ดีขึ้น

– รักษาด้วยยา ควรเป็นการวินิจฉัยจากแพทย์เมื่อไม่สามารถนอนหลับด้วยตนเองได้เป็นระยะเวลานาน อันเนื่องมาจากความเครียด ซึ่งแพทย์จะให้ยานอนหลับในระยะเวลาสั้น ๆ จนกระทั่งสามารถปรับพฤติกรรมและความเชื่อได้ถูกต้องแล้ว และร่างกายสามารถนอนหลับได้เองแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องใช้ยาอีกต่อไป

ICE LAB ช่วยการนอนหลับลึก
อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้นว่า การนอนหลับที่ดีมีคุณภาพนั้น ไม่ได้อยู่ที่จำนวนชั่วโมงของการนอน แต่ขึ้นอยู่กับวิธีการนอน ควรนอนหลับให้ลึก ซึ่งอาจจะไม่จำเป็นต้องถึง 8 ชั่วโมงก็ได้ ก็สามารถช่วยให้ร่างกายได้รับการพักผ่อนอย่างเต็มที่ ด้วยเหตุนี้ ICE Lab จึงเป็นนวัตกรรมเทคโนโลยีที่สามารถช่วยแก้ไขปัญหาให้กับคนที่ไม่สามารถนอนหลับได้ดี ได้ลึก หรือนอนหลับยาก ให้สามารถนอนหลับได้ดี ได้ลึก และหลับง่ายขึ้นได้ เพราะด้วยอุณหภมิ – 110 องศา ขณะทำการบำบัดนั้น จะทำให้ร่างกายมีการต่อสู้เพื่อความอยู่รอด ทำให้ภายในร่างกายพยายามเอาชนะสภาวะแวดล้อมภายนอก จึงเกิดการปรับสมดุลและฟื้นฟูในร่างกาย เพิ่มการหลั่งฮอร์โมนเอ็นโดรฟิน สารแห่งความสุขออกมา ประสาทสัมผัสในร่างกายจะรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น และหากใครมีอาการบาดเจ็บกล้ามเนื้อหรือข้อต่อในส่วนใดของร่างกาย ก็จะช่วยบรรเทาอาการนั้นลงได้ ทำให้ร่างกายลดความเจ็บปวดลง นอกจากนี้ยังเกิดการเผาผลาญอีกด้วย และเมื่อได้รับการบำบัดจนครบ 3 นาทีแล้ว หลังจากนั้นจะเกิดความรู้สึกเพลีย จึงทำให้เมื่อถึงเวลานอนก็จะสามารถนอนหลับได้ดีและลึกขึ้นค่ะ

ขอบคุณแหล่งที่มา http://www.apexprofoundbeauty.com…

แผลที่ใกล้หายทำไมคัน

แผลที่ใกล้หายทำไมคัน กระบวนการเยียวยาตนเองของแผล ผิวหนังเป็นปราการด่านแรก

แผลที่ใกล้หายทำไมคัน นี่เป็นสิ่งที่แทบทุกคนต่างต้องเคยเจอ เมื่อ แผลที่ใกล้หาย เกิดอาการคันขึ้นมาจนแทบห้ามใจให้เกาไม่ไหว

แผลที่ใกล้หายทำไมคัน

แผลที่ใกล้หายทำไมคัน  ทำไมจึงเกิดอาการคันเช่นนี้เกิดขึ้นเมื่อแผลใกล้หาย? แพทย์ยังไม่ทราบสาเหตุ แต่มีหลายทฤษฎีที่อาจอธิบายได้ดังนี้

กระบวนการของการสมานแผล
ก่อนจะหาคำตอบของคำถามว่า ทำไมจึงเกิดอาการคันเมื่อแผลใกล้หาย คุณควรทำความเข้าใจกระบวนการเยียวยาตนเองของแผล ผิวหนังเป็นปราการด่านแรก ในการต่อสู้กับสิ่งที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย เปรียบเหมือนระบบรักษาความปลอดภัย เมื่อบริเวณรอบๆ ถูกรุกราน จะเกิดสัญญาณเตือน ทำให้ร่างกายทำปฏิกิริยาบางอย่าง และเริ่มกระบวนการเยียวยาi99bet

สี่ขั้นตอนในกระบวนการของการสมานแผล
ขั้นตอนแรกคือ การห้ามเลือด (hemostasis) หลังจากที่เส้นเลือดบีบแคบลง ทำให้เลือดไหลช้าลง เกล็ดเลือดจะเกาะกลุ่มกัน และเกิดเป็นลิ่มเลือดบริเวณบาดแผล การแข็งตัวของเลือดนี้เกิดขึ้นเมื่อเส้นใยในเลือดหรือไฟบริน (Fibrin) สร้างตาข่ายเส้นใย และดักเกล็ดเลือดกับเซลล์เม็ดเลือดแดงเอาไว้เพื่อสร้างเป็นลิ่มเลือด

ขั้นต่อไปคือขั้นอาการอักเสบ เกิดขึ้นในระหว่างที่ร่างกายเริ่มทำความสะอาดบาดแผล สิ่งสกปรกต่างๆ ถูกกำจัดออกไปจากบาดแผลเพื่อป้องกันการติดเชื้อ

ระยะเพิ่มจำนวน คือขั้นต่อมาที่ร่างกายเริ่มสร้างเส้นเลือดใหม่และผิวหนังใหม่

ขั้นสุดท้าย คือขั้นของปรับตัวและฟื้นฟู เซลล์ที่ถูกทำลายจะได้รับการซ่อมแซม รวมถึงเซลล์ประสาทด้วย

ทำไมจึงเกิดอาการคันเมื่อแผลใกล้หาย?
มีหลักการมากมายที่สามารถอธิบายการเกิดสะเก็ดแผลที่ทำให้คัน ในสะเก็ดแผลมีฮีสตามีน ที่ทำให้ผิวหนังรอบบาดแผลระคายเคือง แพทย์บางท่านคิดว่าเป็นกลไกของร่างกาย ในการกำจัดสะเก็ดแผลที่ไม่ต้องการอีกต่อไป เมื่อเกิดอาการคัน คุณมักเกา และสะเก็ดจะหลุดออก แต่ก็มีข้อบกพร่องในทฤษฎีนี้ เนื่องจากในบางครั้งอาการคันที่สะเก็ดแผล เกิดขึ้นก่อนที่แผลจะสมานเสียอีก

ทฤษฎีที่สองเกี่ยวข้องกับเส้นประสาทที่ถูกทำลาย เมื่อเกิดแผลที่ผิวหนัง เมื่อร่างกายเริ่มเยียวยาตนเอง เส้นประสาทจะไวต่อความรู้สึกมากกว่าปกติ เมื่อแผลเริ่มหาย สัญญาณต่างๆ อาจส่งผลกระทบ และสมองได้รับสัญญาณผิดประเภท จึงตีความว่าเป็นอาการคัน และทำให้ร่างกายต้องเกาสะเก็ดที่เกิดขึ้น

อีกทฤษฎีหนึ่งก็คือ ในขณะที่แผลเริ่มสมาน สะเก็ดแผลจะดึงรั้งผิวหนังใหม่ ทำให้เกิดอาการคันที่บริเวณสะเก็ดแผล

ประการสุดท้ายก็คือ สภาพผิวที่แห้งอาจเป็นสาเหตุของอาการคัน เมื่อมีแผลเกิดขึ้น ผิวหนัง เส้นประสาท และต่อมเหงื่อ จะได้รับความเสียหาย และไม่มีน้ำมัน จึงทำให้ผิวหนังบริเวณนั้นแห้ง

การเกาจากอาการคัน
วิธีที่ช่วยบรรเทาอาการคัน

ทาครีมฆ่าเชื้อทันที วิธีนี้สามารถช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น และมีสะเก็ดเล็กลง ดังนั้น จะไม่เกิดอาการคันมาก การปิดแผลเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้แผลสะอาดและป้องกันการติดเชื้อ

คุณอาจหาผลิตภัณฑ์ที่หาซื้อได้ตามร้านขายยาท่ัวไป เช่น ครีมแก้อาการคัน หรือน้ำมันวิตามินอี เพื่อช่วยป้องกันและบรรเทาอาการคัน โดยการทาเบาๆ บริเวณแผล

การปฐมพยาบาล
หากคุณกำลังมีคำถามว่า “ทำไมถึงมีอาการคันเมื่อแผลใกล้หาย” นั่นหมายความว่า แผลของคุณกำลังมีอาการดีขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องดี ในการช่วยให้แผลเยียวยาตัวเองได้ การปฐมพยาบาลในตอนแรกเป็นสิ่งสำคัญมาก และนี่คือวิธีการ

ห้ามเลือด โดยการกดแผลด้วยผ้าสะอาดอย่างต่อเนื่อง เป็นเวลา 20-30 นาที หากคุณเอาผ้าที่ปิดแผลออก ลิ่มเลือดที่ปากแผลอาจหลุดออกมา และอาจทำให้เลือดไหลอีกครั้งได้ ควรไปพบหมอหากเลือดไม่หยุด

ทำความสะอาดแผล โดยการให้น้ำเย็นไหลผ่านแผล หากเป็นไปได้ ทำความสะอาดแผลด้วยสบู่และซับแผลให้แห้ง

ทายาฆ่าเชื้อบางๆ บริเวณแผล เพื่อช่วยป้องกันการติดเชื้อ และช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น

ปิดแผลด้วยพลาสเตอร์ ควรปิดพลาเตอร์ตามแนวขวางชองแผลเสมอ ไม่ใช่ตามแนวยาว เมื่อแผลเริ่มหาย ควรเปิดแผลให้ได้รับอากาศ ไม่จำเป็นต้องปิดพลาสเตอร์ต่อ

เปลี่ยนผ้าปิดแผลทุกวัน หรือเมื่อผ้าที่ปิดแผลสกปรก หรือเปียก ไม่จำเป็นต้องใช้ผ้าปิดแผลต่อ หากแผลตกสะเก็ดแล้ว

เข้ารับการเย็บแผล หากแผลลึกกว่า 1/4 นิ้ว หรือมีขอบแผลที่ผิดปกติ และควรเข้ารับการเย็บแผลทันที เพื่อป้องกันการติดเชื้อ

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.sanook.com…

วิธีทําให้หน้าขาวอมชมพูสวยวิ้ง

วิธีทําให้หน้าขาวอมชมพูสวยวิ้ง

วิธีทําให้หน้าขาวอมชมพูสวยวิ้ง

วิธีทําให้หน้าขาวอมชมพูสวยวิ้ง

วิธีทําให้หน้าขาวอมชมพูสวยวิ้ง เมื่อพูดถึง “ความขาว” เชื่อว่าผู้หญิงอย่างเรา ๆ คงต้องการมีผิวสวยเปล่งประกายความสดใสกันถ้วนหน้า โดยเฉพาะผิวหน้า หากได้มาซึ่งความเนียนกระจ่างใส แถมยังดูขาวอมชมพู (แบบว่ามีเลือดฝาดนิด ๆ ) แล้วล่ะก็ นับว่าเป็นความสวยดูดีมีเสน่ห์เพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว

วันนี้กระปุกดอทคอมจึงขอเอาใจสาว ๆ ด้วยวิธีเด็ด ๆ ที่จะช่วยทำให้ผิวหน้าของคุณดูขาวใสเปล่งปลั่ง ดูสวยอมชมพูขึ้นได้ง่าย ๆ เอาเป็นว่าใครอยากปฏิวัติผิวตัวเองให้สวยบ้างอะไรบ้าง อย่ารอช้า รีบไปดูกันเลย…

1. พอกหน้า อีกหนึ่งวิธียอดฮิตที่สาว ๆ ส่วนใหญ่ล้วนทำกันเป็นประจำอยู่แล้ว เพียงแต่คราวนี้ให้ใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติ เป็นผลไม้และผักที่อุดมไปด้วยวิตามินเอ อี ซี ที่มีส่วนช่วยทำให้ผิวหน้าดูสดชื่น ขาวใสแบบมีเลือดฝาด ดังต่อไปนี้

มะเขือเทศ นำมะเขือเทศสุกไปแช่เย็นจัด จากนั้นจึงนำมาฝานเป็นแว่นบาง ๆ แล้วนำมาวางลงไปบนผิวหน้าให้ทั่ว ทิ้งไว้ 15 นาทีแล้วล้างออกด้วยน้ำเย็น ทำเป็นประจำทุกวัน จะสังเกตได้ชัดเจนเลยว่าผิวจะดูเด้ง สดใสขึ้นอย่างทันตา

แอปเปิล เลือกใช้แอปเปิลไม่ปอกเปลือก 1 ผล กับน้ำผึ้งแท้ 1 ช้อนโต๊ะ นำมาปั่นให้ละเอียด พอกให้ทั่วใบหน้าก่อนนอน ทิ้งไว้ประมาณ 30 นาทีแล้วล้างออก แอปเปิลและน้ำผึ้งจะช่วยดูดซับสิ่งสกปรกตามรูขุมขนและทำให้หน้านุ่มขาวกระจ่างใส

สตรอเบอร์รี หลังจากล้างทำความสะอาดใบหน้าแล้ว ให้ใช้สตรอเบอร์รีประมาณ 5-7 ลูก ปั่นพอแหลกหรือใช้ส้อมยีจนละเอียด จากนั้นจึงนำพอกทิ้งไว้บนใบหน้าประมาณ 15 นาที ทำสัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง จะทำให้ใบหน้าสวยอ่อนเยาว์ ฟื้นฟูผิวให้ขาวเรียบเนียนขึ้นได้

วิธีทําให้หน้าขาวอมชมพู

2. ฟื้นฟูความขาวจากภายใน มากระตุ้นการไหลเวียนของเลือดและเซลล์ผิวหนังให้พร้อมรับสารวิตามินและคุณประโยชน์ดี ๆ กันดีกว่า ไม่ว่าจะเป็นผักและผลไม้ที่จัดเต็มทั้งวิตามิน แร่ธาตุและสารอาหารจำเป็นต่อผิว ได้แก่ แครอท เซเลอรี มะเขือเทศ ฟักทอง บีทรูท กล้วย ส้ม สับปะรด แอปเปิล แตงโม กีวี อะโวคาโด และผลไม้ตระกูลเบอร์รี อาจนำมาปั่นดื่มล้างพิษทุกเช้าหรือเลือกรับประทานต่อวันให้มาก ๆ แทนแป้ง น้ำตาลและไขมัน เท่านี้ใบหน้าก็สวยเด้งดูมีสุขภาพดีแล้วล่ะค่ะ

3. นวดหน้า เพราะการนวดกดจุด สามารถช่วยกระตุ้นช่วยการไหลเวียนโลหิตและยังเป็นการบริหารกล้ามเนื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยการใช้ปลายนิ้วชี้และนิ้วกลางทั้งสองข้างกดที่บริเวณริมฝีปากเเล้วค่อย ๆ เลื่อนไปที่บริเวณใต้เเก้มไปจนถึงกรอบหน้า จากนั้นจึงเลื่อนกลับเข้ามาบริเวณริมฝีปากอีกครั้ง ทำสลับเลื่อนเข้าและเลื่อนออก 3 ครั้ง หรืออาจใช้เครื่องนวดหน้านวดเบา ๆ ก่อนนอนเป็นประจำ จะทำให้ผิวหน้าเปล่งปลั่ง แลดูมีเลือดฝาด แก้มแดงสดใสแบบสุด ๆ

วิธีทําให้หน้าขาวอมชมพู

4. ใช้เมคอัพเข้าช่วย อีกหนึ่งทางลัดง่าย ๆ ที่สาวสามารถเนรมิตความขาวอมชมพูได้ในทุก ๆ วัน เพียงนำเมคอัพเบสปรับสีผิว เกลี่ยเบา ๆ ให้ทั่วผิวหน้า แล้วใช้แป้งฝุ่นโปร่งแสงปัดเบา ๆ ให้ทั่วใบหน้าและลำคอ จากนั้นมาเพิ่มความสดใสให้กับแก้มทั้งสองข้าง ด้วยบรัชออนสีส้มอ่อนหรือสีชมพูอ่อนผสมชิมเมอร์ ปัดเบา ๆ ให้พวงแก้มสวยระเรื่ออย่างเป็นธรรมชาติ

เอาเป็นว่าสาว ๆ คนไหนอยากมีผิวหน้าขาวใสอมชมพูอยู่เสมอ ควรบำรุงและดูแลผิวอย่างสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการทาครีมบำรุง การเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ รวมถึงการออกกำลังกาย เพราะนอกจากจะช่วยบำรุงผิวให้ขาวใสมั่นใจขึ้นได้แล้ว ยังเป็นการเสริมสร้างสุขภาพร่างกายของตัวคุณเองอีกด้วย

ขอบคุณแหล่งที่มา https://women.kapook.com

สูตรไข่ขาวพอกหน้าขจัดสิวเสี้ยน

สูตรไข่ขาวพอกหน้าขจัดสิวเสี้ยน

สูตรไข่ขาวพอกหน้าขจัดสิวเสี้ยน

สูตรไข่ขาวพอกหน้าขจัดสิวเสี้ยน

สูตรไข่ขาวพอกหน้าขจัดสิวเสี้ยน นอกจากทำความสะอาดหน้าได้อย่างหมดจดแล้ว ไข่ขาวยังมีคุณสมบัติพิเศษอีกอย่างหนึ่งก็คือ เรื่องของการทำลายล้างสิวเสี้ยนและสิวหัวดำได้แบบไม่เหลือซากเลยนั่นเอง

ไม่ต่างกับการซื้อแผ่นแปะสิวมาใช้เลย แต่ถูกกว่าและเห็นผลได้ชัดเจนกว่า แถมยังทำได้บ่อยตามที่ต้องการอีกด้วย

สิ่งที่ต้องเตรียม

ไข่ขาว
กระดาษชำระ, สำลี, กระดาษซับมัน (อย่างใดเพียงอย่างหนึ่ง)
วิธีพอกหน้าด้วยไข่ขาว

เมื่อแยกไข่ขาวไว้เรียบร้อยแล้ว ก็ตีให้ฟูเหมือนเวลาทำไข่เจียว (ไม่ต้องใช้เครื่องตีจนแข็งขึ้นยอดเหมือนทำขนม) จากนั้นก็เอาไข่ขาวที่เราตีแล้วมาทาให้ทั่วใบหน้า หรือเฉพาะบริเวณที่ต้องการกำจัดสิวเสี้ยนออก ซึ่งก็คือส่วนของจมูก คาง และหน้าผากนั่นเอง (ระวังอย่าให้โดนเส้นขน-ผม เพราะตอนดึงออกจะเจ็บมากและอาจแหว่งได้) จากนั้นก็ให้เลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่งระหว่างทิชชู่ กระดาษซับมัน หรือสำลี มาฉีกเป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้วแปะให้ทั่วบริเวณที่เรามาร์คไข่ขาวไว้ จากนั้นก็ทิ้งไว้เฉย ๆ ไม่ต้องทำอะไรจนไข่ขาวแห้ง และสิ่งที่เราแปะไว้แข็ง จากนั้นก็ค่อย ๆ ดึงออกให้หมด ก่อนจะล้างด้วยน้ำอุ่นเพื่อขจัดคราบไข่ขาวที่ยังหลงเหลืออยู่ ปิดท้ายด้วยการล้างน้ำเย็นอีกครั้งเพื่อปิดรูขุมขนและกระชับรูขุมขนในส่วนที่ไข่ขาวดึงสิวเสี้ยนออกไป ซึ่งจะสามารถเห็นได้อย่างชัดเจนเมื่อล้างด้วยน้ำอุ่นเสร็จ และเมื่อเสร็จขั้นตอนทุกอย่างแล้ว บางคนอาจจะต้องทึ่งเลยทีเดียวที่เห็นใบหน้าสะอาดไร้สิวแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.naadengcafe.com

สิวที่อวัยวะเพศชายเป็นโรคอะไรได้บ้าง

สิวที่อวัยวะเพศชายเป็นโรคอะไรได้บ้าง

สิวที่อวัยวะเพศชายเป็นโรคอะไรได้บ้าง

สิวที่อวัยวะเพศชายเป็นโรคอะไรได้บ้าง

สิวที่อวัยวะเพศชายเป็นโรคอะไรได้บ้าง เวลามีอาการแปลก ๆ เกิดขึ้นที่อวัยวะเพศ ไม่ว่าจะเป็น ตุ่มที่อัณฑะ หรือ สิวที่อวัยวะเพศ

ผู้ชายส่วนใหญ่มักจะไม่กล้าปรึกษาหรือพบแพทย์ เพราะจะรู้สึกเขินอาย ซึ่งบางครั้งโรคเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้หากปล่อยไว้นานวันก็อาจจะเกิดผลกระทบร้ายแรงหรือเป็นโรคอื่น ๆ แทรกซ้อนได้ กระปุกดอทคอมเกรงว่าอาการเหล่านั้นจะกำเริบหนัก จึงได้รวบรวมโรคที่เกิด สิวที่อวัยวะเพศชาย มาให้เพื่อน ๆ ทุกคนได้อ่านและลองวินิจฉัยหาวิธีป้องกันรักษาเบื้องต้นกันครับ

– รูขุมขนอักเสบ

ตุ่มเล็ก ๆ สีแดงและอาจมีหนองสีขาวอยู่ข้างใน ซึ่งมีสาเหตุมาจากการใส่เสื้อผ้าร่วมกับผู้อื่น ติดเชื้อแบคทีเรีย ติดเชื้อรา หรือการเสียดสีเนื่องจากส่วมใส่เสื้อผ้าแน่นจนเกินไป โดยมักจะมีมีอาการคัน ปวดแสบปวดร้อน และมีอาการกดเจ็เล็กน้อย

วิธีการป้องกันและรักษา : ป้องกันได้ด้วยการหลีกเลี่ยงปัจจัยต่าง ๆ ที่ทำให้เกิดการอักเสบ เช่น อาบน้ำทำความสะอาดทุกวัน ไม่ใช้เสื้อผ้าร่วมกับผู้อื่น สวมเสื้อผ้าสบาย ๆ ไม่รัดแน่น รักษาความสะอาดของเสื้อผ้าที่สวมใส่ให้ดี ส่วนการรักษาความจริงแล้วโรคนี้สามารถหายได้เองภายใน 2-3 สัปดาห์ หรือใช้ครีม เจล ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่ผสมยาปฏิชีวนะทาบริเวณที่อักเสบ เท่านี้ก็ช่วยให้กลับมาหายเป็นปกติได้แล้ว

– หูดข้าวสุก

ตุ่มกลม ๆ สีเหลืองหรือสีเนื้อ ผิวเรียบเป็นมันเงาและมีรอยบุ๋มตรงกลาง เกิดจากการติดเชื้อไวรัสผ่านการสัมผัสผิวหนังที่ติดเชื้อไวรัสโดยตรง ทางเพศสัมพันธ์ หรือทางสิ่งของที่ใช้ร่วมกัน โดยคนที่เป็นจะไม่มีอาการเจ็บหรือคัน จะมีแค่รอยอักเสบ บวมแดงรอบ ๆ และมีผลต่อผิวหนังชั้นนอกเท่านั้น ไม่ส่งผลต่อกระแสเลือด ระบบประสาท หรืออวัยวะภายในแต่อย่างใด

วิธีการป้องกันและรักษา : หูดข้าวสุกจะหายได้เองภายใน 2 – 12 เดือน แต่สามารถป้องกันได้ด้วยการส่วมถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ ทำความสะอาดมือและของใช้ที่ใช้รว่มกับผู้อื่นให้ดี ที่สำคัญไม่ควรเกาหรือบีบหูด เพื่อป้องกันการแพร่กระจายไปสู่จุดอื่น
– เริม

ตุ่มน้ำใส ๆ หรือตุ่มหนอง ที่จะแตกออกแล้วเป็นสะเก็ดแผล โดยเกิดจากการติดเชื้อไวรัสผ่านการมีเพศสัมพันธ์หรือการใช้สิ่งของร่วมกันกับคนที่ติดเชื้อ จะมีอาการเจ็บปวด แสบคันบริเวณแผล ถ้าเป็นครั้งแรกอาการจะหนักมาถึงขั้นเป็นไข้ร่วมด้วยได้

วิธีป้องกันและรักษา : ควรป้องกันทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ หลีกเลี่ยงการคลุกคลีร่วมถึงไม่ใช้เสื้อผ้า สิ่งของร่วมกับคนที่ติดเชื้อ ส่วนวิธีรักษาให้หมั่นกินยาเพื่อบรรเทาอาการปวด ซึ่งโรคเริมจะค่อย ๆ หายเองใน 2-6 สัปดาห์ หากอาการรุนแรงขึ้นให้รีบพบแพทย์เป็นการเร่งด่วน

– ซีสต์ไขมัน

ตุ่มนูนกลมนิ่ม ๆ ผิวเรียบ มีก้อนไขมันหรือสารสีขาวอยู่ข้างใน เกิดขึ้นจากต่อมไขมันใต้ผิวหนังอุดตันหรือความผิดปกติของผิวหนังชั้นนอก ทำให้ไขมันสะสมตกค้างจนกลายเป็นก้อนซีสต์ ซึ่งไม่มีอาการเจ็บปวดหรือคัน แต่หากทิ้งไว้นานจะขยายตัวใหญ่ขึ้นจนเกิดอาการอักเสบได้

วิธีป้องกันและรักษา : ป้องกันได้ยากเนื่องจากสาเหตุส่วนใหญ่เกิดขึ้นจากใต้ผิวหนัง แต่สามารถลดความเสี่ยงได้ด้วยการทำความสะอาดอยู่เป็นประจำ ส่วนวิธีการรักษาถ้าตัวซีสต์ไม่มีการขยายตัวจะค่อย ๆ ยุบแล้วหายไปเองได้ แต่ถ้าขยายตัวขึ้นเรื่อย ๆ ควรพบแพทย์เพื่อขอรับยารักษาหรือเข้ารับการผ่าตัด

เช็กกันดูได้เลยครับว่าอาการที่เป็นตรงกับข้อมูลข้างต้นหรือเปล่า ถ้าใช่ก็ทำตามวิธีป้องกันรักษาที่แนะนำไปได้เลย แต่เนื่องจากจุดที่เกิดขึ้นเป็นจุดซ้อนเร้นที่เสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนได้ง่าย หากพบอาการแปลก ๆ ที่ต่างไปจากนี้แนะนำให้เข้าพบแพทย์เฉพาะทางเป็นการดีที่สุดครับ ก่อนที่จะรุกรามจนสายเกินแก้

ขอบคุณแหล่งที่มา https://men.kapook.com

ใครว่าออกกำลังกายไม่ได้เมื่อวันนั้นของเดือนมาถึง

ใครว่าออกกำลังกายไม่ได้เมื่อวันนั้นของเดือนมาถึง

ใครว่าออกกำลังกายไม่ได้เมื่อวันนั้นของเดือนมาถึง

ใครว่าออกกำลังกายไม่ได้เมื่อวันนั้นของเดือนมาถึง

ใครว่าออกกำลังกายไม่ได้เมื่อวันนั้นของเดือนมาถึง  ประจำเดือน มีชื่อที่สาวๆ ใช้เรียกกันอย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น เมนส์ รอบเดือน ระดู วันนั้นของเดือน วันแดงเดือด เป็นต้น

การมีประจำเดือนถือเป็นสิ่งปกติที่ผู้หญิงต้องพบเจอ แต่ก็สร้างความลำบากให้กับผู้หญิงส่วนใหญ่ไม่น้อย ประจำเดือนมักมาพร้อมกับอาการปวดท้อง ฮอร์โมนแปรปรวน เหนื่อยง่าย เป็นต้น ส่งผลให้ในช่วง มีประจำเดือน ผู้หญิงส่วนใหญ่เลือกงดกิจกรรมหลายอย่าง รวมถึงการออกกำลังกาย แต่ความจริงแล้ว การออกกำลังกายช่วงมีประจำเดือนนั้น มีประโยชน์มากกว่าที่คุณคิด

ประโยชน์ของออกกำลังกายช่วง มีประจำเดือน
ในช่วงวันนั้นของเดือน ผู้หญิงมักเหนื่อยล้า อ่อนเพลีย ไม่มีพลังและเรี่ยวแรง ส่วนใหญ่จึงงดออกกำลังกายในช่วงเวลานี้ เพราะคิดว่าการออกกำลังกายจะทำให้เหนื่อยมากขึ้น และสูญเสียพลังงานมากเกินไป ทั้งที่ความจริงแล้ว การออกกำลังกายในช่วงมีประจำเดือนนั้น ส่งผลดีต่อร่างกายและจิตใจหลายประการ ดังนี้

ช่วยลดกลุ่มอาการก่อนมีประจำเดือน
การออกกำลังกายเป็นประจำ เช่น การออกกำลังกายแบบแอโรบิก สามารถช่วยลดอาการก่อนมีประจำเดือน (Premenstrual syndrome / PMS) เช่น ท้องอืด เป็นตะคริว ปวดศีรษะ ปวดหลัง คัดหน้าอก อารมณ์แปรปรวน ที่ผู้หญิงต้องพบเจอในช่วง 2-3 วันก่อนมีประจำเดือนได้

เพิ่มการหลั่งเอนดอร์ฟิน
การออกกำลังกายช่วยให้ร่างกายหลั่งสารเอนดอร์ฟิน หรือสารแห่งความสุขมากขึ้น จึงช่วยปรับอารมณ์ และทำให้คุณรู้สึกดีขึ้น อีกทั้งเอนดอร์ฟินยังได้ชื่อว่าเป็นสารแก้ปวดตามธรรมชาติ จึงช่วยบรรเทาอาการปวดในช่วงมีประจำเดือนได้ด้วย

ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือด
การออกกำลังกายช่วยให้ระบบการไหลเวียนเลือดดีขึ้น จึงช่วยบรรเทาอาการเป็นตะคริว ปวดศีรษะ ปวดท้อง ปวดหลังที่เกิดขึ้นขณะมีประจำเดือน

ช่วยบรรเทาอาการปวดประจำเดือน
อาการหรือภาวะปวดประจำเดือน (dysmenorrhea) ที่ทำให้ปวดท้องน้อยถือเป็นอีกหนึ่งความทรมานที่ผู้หญิงต้องเจอ และรบกวนการใช้ชีวิตประจำวันอย่างมาก แต่เพียงแค่คุณออกกำลังกายเบาๆ เช่น เดินรอบหมู่บ้าน ก็อาจช่วยให้อาการปวดประจำเดือนของคุณดีขึ้นได้

ช่วยให้นอนหลับได้ดีขึ้น
อาการปวดประจำเดือน และอารมณ์แปรปรวนที่เกิดขึ้น อาจทำให้ผู้หญิงบางคนมีปัญหาการนอนในช่วงที่มีประจำเดือนได้ด้วย การออกกำลังกายจะช่วยบรรเทาอาการปวดต่างๆ และช่วยให้คุณผ่อนคลาย จึงสามารถนอนหลับได้ดีขึ้น

การออกกำลังกายที่เหมาะกับช่วงมีประจำเดือน
การออกกำลังกายในช่วงที่มีประจำเดือนควรเป็นการออกกำลังกายเบาๆ โดยเฉพาะช่วง 1-3 วันแรกของการมีประจำเดือน เพราะเป็นช่วงที่มีเลือดประจำเดือนมามากที่สุด โดยการออกกำลังกายที่เหมาะกับช่วงมีประจำเดือน ได้แก่

การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอแบบเบา
การออกกำลังแบบคาร์ดิโอ เช่น การเดิน การแอโรบิกแบบเบาๆ จะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด เสริมสร้างความแข็งแรงให้หัวใจและหลอดเลือด ทำให้อาการปวดประจำเดือน ท้องอืด และตะคริวบรรเทาลง

โยคะ และพิลาทีส
ในช่วงที่มีประจำเดือน ผู้หญิงส่วนใหญ่จะเป็นตะคริว ปวดหลัง กล้ามเนื้อล้า การเล่นโยคะหรือพิลาทีสจะช่วยยืดเหยียดกล้ามเนื้อที่ล้าและตึง อีกทั้งท่าออกกำลังกายบางท่า ยังช่วยบรรเทาอาการปวดตามส่วนต่างๆ ได้อีกด้วย เช่น การออกกำลังกายบนลูกบอลเพิ่มแรงกดที่หน้าท้อง บรรเทาอาการปวดท้อง ท่า Cat Pose หรือ ท่า Restorative Pose ช่วยยืดกล้ามเนื้อหลัง แก้ปวดหลัง

ข้อควรระวัง หากจะออกกำลังกายช่วงวันนั้นของเดือน
แม้การออกกำลังกายในช่วงมีประจำเดือนจะมีประโยชน์ แต่ก็ยังมีการออกกำลังกายบางประเภทที่คุณควรหลีกเลี่ยง หรืองดเว้นไปก่อนในช่วงนี้ เช่น การฝึกความอึด การคาร์ดิโอแบบความเข้มข้นสูง การเล่นกีฬาที่ต้องใช้ร่างกายหนักๆ เพราะจะทำให้ร่างกายเหนื่อยล้าและอ่อนเพลียเกินไปจนอาจถึงขั้นเป็นลมได้

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.sanook.com

วิธีทำชาโหระพาสะระแหน่

วิธีทำชาโหระพาสะระแหน่

วิธีทำชาโหระพาสะระแหน่

วิธีทำชาโหระพาสะระแหน่

วิธีทำชาโหระพาสะระแหน่  เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ความผ่อนคลาย ทำเองได้ง่ายๆ

ชาโหระพาสะระแหน่ (basil mint tea with Lemonade)
สรรพคุณของ ชาโหระพาสะระแหน่
โหระพา : ช่วยขับลมในกระเพาะอาหาร และสำไส้ ลดอาการจุกเสียด ช่วยย่อยอาหาร ช่วยให้เจริญอาหาร และทำให้ลมหายใจมีกลิ่นหอมสดชื่น
สะระแหน่ : เป็นยาเย็น ดับร้อน และขับเหงื่อในร่างกาย บรรเทาอาการเครียด แก้หวัด น้ำมูกไหล อาการไอ ช่วยให้สมองปลอดโปร่ง โล่งคอ

ส่วนผสมของ ชาโหระพาสะระแหน่ (basil mint tea with Lemonade)
ยอดโหระพา 30 กรัม
ยอดสะระแหน่ 2 ยอด
ผิวเลมอนหั่นเส้นเล็ก 3 ชิ้น
น้ำร้อน 2 ถ้วย

ขั้นตอนการทำ ชาโหระพาสะระแหน่ (basil mint tea with Lemonade)
1. ใส่ยอดโหระพา ยอดสะระแหน่ และผิวเลมอน ลงในป้านชา
2. ตามด้วยน้ำร้อน แช่ไว้ประมาณ 3-5 นาที จนมีกลิ่นหอม และสีน้ำชาเปลี่ยนเป็นสีเขียวอ่อน
3. กรองใบชาใส่ในป้านชาสำหรับเสิร์ฟ
4. รินใส่ถ้วยน้ำชา เสิร์ฟ

ขอบคุณแหล่งที่มา http://netdeticaret.com

วิธีคลายเครียดให้หมดไปภายใน 5นาที

วิธีคลายเครียดให้หมดไปภายใน 5นาที

วิธีคลายเครียดให้หมดไปภายใน 5นาที

วิธีคลายเครียดให้หมดไปภายใน 5นาที

วิธีคลายเครียดให้หมดไปภายใน 5นาที การใช้ชีวิตไม่ใช่เรื่องง่ายค่ะ ถ้าไม่อยากเป็นบ้าตายซะก่อนสิ่งแรกที่คุณต้องทำก็คือ “ห้ามเครียด” เด็ดขาด

แต่ใช่ว่าจะทำได้ง่ายๆ ซะที่ไหนล่ะ เพราะหันไปทางไหนก็เจอแต่เรื่องเครียดๆ ทั้งเรื่องงานเอย เงินเอย จนหลายคนเป็น “โรคเครียด” ไม่รู้ตัว หากใครไม่อยากเป็นแบบนี้ มาดู 12 วิธีคลายเครียด ที่เรานำมาฝากวันนี้กันค่ะ รับรองว่าทำแล้วจะใจเย็นขึ้นภายใน 5 นาทีเลยค่า

แดนซ์ให้หลุดโลก
จากการศึกษาทางจิตวิทยาพบว่า หากเราได้ขยับร่างกายตามจังหวะเพลงนั้น จะช่วยให้เราคลายเครียดได้ดีทีเดียว เพราะการเต้นเหมือนเป็นการได้ปลดปล่อยร่างกาย และ จิตใจให้ผ่อนคลายนั่นเองค่ะ ถึงว่าน่ะสิคะ หลายคนพอเลิกงานปุ๊บก็มักจะชอบไปสังสรรค์ ไปฟังเพลง เต้นในผับกันเป็นประจำเลย

กลิ่นอโรมาช่วยได้
ว่ากันว่ากลิ่นลาเวนเดอร์ หรือกลิ่นอโรมา มีส่วนช่วยทำให้สมองรู้สึกผ่อนคลาย และ สงบมากขึ้น จะสังเกตได้ว่าตามร้านนวด ร้านสปาต่างๆ ก็มักจะใช้กลิ่นอโรมานี่แหละค่ะเข้ามาช่วยให้ลูกค้ารู้สึกสงบได้ลึกขึ้น เป็นเหมือนการรีเฟรชตัวเองในช่วงเวลาสั้นๆ

ขอกอดหน่อย
หากใครที่มีแฟนก็กอดแฟน มีเพื่อนก็กอดเพื่อนนะคะ เชื่อไหมคะว่าการได้กอดใครสักคนแบบแนบแน่น จะช่วยเพิ่มกำลังใจให้กับตัวเราได้แบบอัตโนมัติเลยทีเดียว เป็นยาแก้เครียดหรือแก้ความเศร้าที่ดีที่สุดในโลกเลยก็ว่า นอกจากนี้การกอดยังระบุรวมไปถึงกอดสัตว์เลี้ยง น้องหมา น้องแมว ก็ช่วยได้นะเออ

เคี้ยวหมากฝรั่ง
การเคี้ยวหมากฝรั่ง จะช่วยลดระดับฮอร์โมนแห่งความเครียดในร่างกายเราลงได้ค่ะ นอกจากนี้การขยับปากหรือการกินก็ช่วยลดความเครียดได้ หลายคนเลยยิ่งเครียดยิ่งกิน ยิ่งอ้วน ยังไงล่ะคะ ดังนั้นแนะนำให้เคี้ยวหมากฝรั่งเพราะอ้วนน้อยกว่านั้นเองค่ะ

ชาเขียวร้อน
ในชาเขียวมีสาร L-Theanine ที่มีคุณสมบัติช่วยในการผ่อนคลายค่ะ แต่ขอย้ำไว้ก่อนนะคะว่าต้องเป็นชาเขียวร้อนเท่านั้น เพราะเดี๋ยวจะมีแต่คนไปซื้อชาเขียวเย็นมากินแทน และก่อนดื่มก็ควรสูดกลิ่นชาเขียวเข้าไปลึกๆ

ช็อกโกแลตจ๋าช่วยพี่ด้วยยย
เคยได้ยิมคนบอกมาว่ากินช็อกโกแลตแล้วจะอารมณ์
ดีขึ้น นั่นก็เพราะในช็อกโกแลตคุณสมบัติช่วยลดฮอร์โมนคอร์ติซอลหรือสารที่ก่อความเครียดได้ค่ะ ยังไม่หมดเพียงแค่นี้ ในช็อกโกแลตยังมีเอ็นโดรฟินและเซโรโทนินสารเพิ่มความสุขด้วยนั่นเอง แต่ต้องกินแบบช็อกโกแลตนะ เพราะไม่งั้นระวังจะได้โรคเบาหวานมาแทน

สูดหายใจลึกๆ
การสูดหายใจเข้าลึกๆ เป็นเหมือนการปรับระบบร่างกายของเราให้ผ่อนคลาย และช่วยลดการเต้นของหัวใจได้ค่ะ เพราะยิ่งเราเครียดหรือตื่นเต้น จะส่งผลต่อความดันและอัตราการเต้นของหัวใจที่เร็วขึ้นทำให้เรารู้สึกกระวนกระวายใจไปหมด แต่การฝึกสูดหายใจให้ลึกๆ จะช่วยให้เราผ่อนคลายคง นิ่งลง และจะคิดอะไรดีๆ ออกได้อีกมากเลยค่ะ

โยคะท่าง่ายๆ
จริงๆ มีหลายท่าที่อยากแนะนำค่ะ แต่ท่าที่ง่ายและใช้เวลาน้อยที่สุดก็คือท่า Viparita Karani โดยวิธีทำนั้นให้เรานอนราบกับพื้น แล้วยกขาทั้งสองข้างขึ้นจนเป็นแนวตั้งตรง ถ้าใครยังทรงตัวไม่ได้แนะนำให้เอาขากับสะโพกเข้าไปแนบพิงกับกำแพงไว้ก็ได้ค่ะ ทำแบบนี้สัก 5 นาที ท่านี้จะช่วยยืดกล้ามเนื้อและทำให้รู้สึกสงบมากขึ้น

ขอบคุณแหล่งที่มา https://goodlifeupdate.com

ดื่มชาอย่างไรไม่ทำลายสุขภาพสำหรับคุณแม่ท้อง

ดื่มชาอย่างไรไม่ทำลายสุขภาพสำหรับคุณแม่ท้อง

ดื่มชาอย่างไรไม่ทำลายสุขภาพสำหรับคุณแม่ท้อง

ดื่มชาอย่างไรไม่ทำลายสุขภาพสำหรับคุณแม่ท้อง

ดื่มชาอย่างไรไม่ทำลายสุขภาพสำหรับคุณแม่ท้อง เพราะคุณแม่ท้องมีข้อห้ามหลายอย่างในการรับประทานอาหาร ทำให้ต้องระวังอย่างมากเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อลูกน้อยในท้อง

นอกจากการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์แล้ว การดื่มชายังช่วยบำรุงสุขภาพได้อีกทางหนึ่ง แต่ต้องมีข้อแม้ว่าต้องไม่ใช่เครื่องดื่มชาประเภทที่บรรจุขวดสำเร็จรูป เพราะชาเหล่านั้นอุดมไปด้วยน้ำตาลสูงซึ่งไม่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพเท่าไหร่ แต่กลับจะยิ่งเพิ่มโอกาสในการเกิดโรคสูงมากขึ้นและหากใครต้องการดื่มชาแบบให้ได้ประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างแท้จริง มาดูคำแนะนำเหล่านี้กันดีกว่า

ทำไมแม่ท้องควรงดดื่มชาหรือ กาแฟ?
ไม่ว่าจะเป็นชาหรือกาแฟ ต่างก็เป็นเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน สำหรับทางการแพทย์ถือว่าสารคาเฟอีนสามารถถ่ายทอดผ่านสายรกไปสู่ทารกในครรภ์ได้ หากดื่มมากๆ อาจมีผลกระทบต่อกระบวนการเจริญเติบโตของทารกและสุขภาพของคุณแม่ แม้ว่าจะยังไม่มีรายงานผลสรุปในเรื่องดังกล่าวว่าชาหรือกาแฟจะเป็นเครื่องดื่มอันตรายต่อทารกอย่างชัดเจน ก็ไม่ได้หมายความว่า คุณแม่ตั้งครรภ์จะควรดื่มเช่นกัน เพื่อสุขภาพของตัวคุณเองและเพื่อความปลอดภัยของทารกน้อย แพทย์จึงแนะนำให้คุณแม่งดดื่มชาและกาแฟ หรือดื่มได้แต่ก็ให้พอดี

คุณแม่ท้องดื่มชาได้ แต่ต้องรู้จักดื่มในปริมาณจำกัด
คุณแม่บางท่านที่ติดการดื่มชา หรือกาแฟอย่างมาก และถ้าหากไม่สามารถงดดื่มได้จริงๆ คุณแม่ก็ยังคงสามารถดื่มชาได้เหมือนกัน เพียงแต่จะต้องจำกัดปริมาณของการรับคาเฟอีนจากการดื่มชาเข้าสู่ร่างกายให้น้อยลง ซึ่งโดยปกติแล้ว คุณแม่ตั้งครรภ์ไม่ควรให้ร่างกายได้รับปริมาณคาเฟอีนจากการดื่มชาเกินวันละ 100-200 มิลลิกรัม หากในแต่ละวันสามารถควบคุมการดื่มเครื่องดื่มชาที่มีคาเฟอีนในปริมาณไม่เกินดังกล่าวได้ก็ถือว่าไม่เป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์ แต่หากเผลอดื่มชาเข้าไปในปริมาณมากเกินกว่ากำหนดย่อมมีผลกระทบต่อทารกในครรภ์

ดื่มชาตอนชงร้อนใหม่ๆ
ในใบชาอุดมไปด้วยสารอาหารทางชีวภาพที่มามากกว่า 200 ชนิด และยังมีสารอาหารสำคัญอย่างคาเทชิน (Catechin) เป็นสารประกอบที่มีฤทธิ์ในการช่วยดักจับอนุมูลอิสระ และยังมีธีอะนิน (Theanine) ซึ่งเป็นกรดอะมิโนที่มีฤทธิ์การทำงานสัมพันธ์กันกับเส้นประสาทร่างกาย เมื่อดื่มชาแล้วจึงทำให้รู้สึกสดชื่น ผ่อนคลาย และที่สำคัญไปคือ หากต้องการดื่มชาแบบให้ประโยชน์ต่อสุขภาพมากที่สุด คุณแม่ท้องควรดื่มขณะชงเสร็จร้อนๆ ใหม่ๆ เพื่อให้ร่างกายได้รับประโยชน์จากใบชามากกว่าการชงดื่มแบบเย็นหรือปล่อยให้เย็นแล้วค่อยดื่ม เพราะจะทำให้คุณประโยชน์ก็จะค่อยๆ ลดลงไปเรื่อยๆ อย่างน่าเสียดาย

ซึ่งการดื่มชาให้ได้ประโยชน์สูงสุดอีกประการหนึ่งก็คือ ไม่ควรปล่อยชาเอาไว้นานเกินกว่า 2 ชั่วโมง หลังจากที่ชงแล้วก็ควรดื่มให้หมดไม่เช่นนั้น สารคาเทชินจะเกิดการดักจับและรวมตัวกันกับออกซิเจน ส่งผลทำให้สีของน้ำชาคล้ำขึ้น รสชาติน้ำชาก็จะฝาดขึ้น เพราะมีกรดแทนนินในปริมาณสูง (Tannin) เข้ามาแทนที่ หากดื่มชาในตอนที่มีรสฝาดแน่นอนว่าย่อมส่งผลเสียต่อกระเพาะอาหารและลำไส้ของคุณแม่แน่ๆ ทำให้การดูดซึมสารอาหารเป็นไปได้อย่างไม่เต็มที่ โดยเฉพาะธาตุเหล็ก แมกนีเซียมและแคลเซียม

ดื่มชาให้พอดีมีประโยชน์…ดื่มมากไปจะส่งผลต่อคุณแม่และลูกน้อย
– การดื่มชาที่มีคาเฟอีนเข้าไปในปริมาณมากเกินไป จะส่งผลทำให้หัวใจของทารกในครรภ์มีอัตราการเต้นที่เร็วผิดปกติ ทำให้เป็นการเพิ่มความเสี่ยงโดยจะทำให้ทารกเสียชีวิตในครรภ์หรือเกิดโอกาสแท้งง่าย นอกจากนี้คาเฟอีนก็เป็นสารที่มีฤทธิ์ขับปัสสาวะ ซึ่งการขับปัสสาวะบ่อย ๆ ก็เป็นหนึ่งในอาการคนท้องอยู่แล้ว เมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์มีการถ่ายปัสสาวะบ่อย ๆ ก็จะยิ่งทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำและแคลเซียมมากขึ้น อาจส่งผลทำให้สุขภาพคุณแม่และทารกในครรภ์ย่ำแย่ได้

– การดื่มชาเขียวสำเร็จรูปซึ่งส่วนมากมักจะมีส่วนประกอบจากน้ำตาล หากร่างกายคุณแม่ได้รับปริมาณน้ำตาลมากจนเกินไปก็อาจส่งผลทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น และยังเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวานอีกด้วย ที่สำคัญการดื่มชาที่มีคาเฟอีนมากเกินไปจะมีผลต่อการขัดขวางกระบวนการดูดซึมสารอาหารสำคัญด้วยกันหลายชนิด ซึ่งหากทารกในครรภ์ได้รับสารอาหารอย่างไม่เพียงพอก็ย่อมมีผลกระทบในด้านการเจริญเติบโตและยังทำให้พัฒนาการด้านสมองช้าอีกด้วย การดื่มชาที่มีคาเฟอีนมากเกินไปจะทำให้นอนหลับยาก หลับไม่สนิท หากคุณแม่ตั้งครรภ์พักผ่อนไม่เพียงพอ การเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ก็ย่อมได้รับผลกระทบตามเช่นกัน

แม้การดื่มชาจะมีประโยชน์สำหรับคนทั่วไป แต่สำหรับคุณแม่ท้องหากจิบชาร้อนๆ แก้กระหายบ้างไม่มากมายก็ไม่ทำให้เกิดอันตรายได้ แต่หากดื่มมากเกินไปหรือดื่มแทนน้ำ จะเห็นได้ว่าโทษจากการดื่มชาที่มีคาเฟอีนปริมาณมากสำหรับคุณแม่ท้องก็มีมากเช่นกัน หากกต้องการดื่มจริงๆ ก็ควรดื่มในปริมาณจำกัดต่อวันจะดีกว่า โดยอาจดื่มเพียงแก้วเล็กๆ ให้พอหายอยาก

การหันมาดื่มชาเขียวหรือชา ซึ่งถือว่าเป็นเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนอยู่น้อย ยังดีกว่าการดื่มกาแฟมาก ทางที่ดีควรงดดื่มกาแฟแล้วหันมาดื่มชาเขียวหรือชาแทนจะดีกว่า หากทำได้แบบนี้สุขภาพก็จะแข็งแรงทั้งแม่และลูก และหมดกังวลอาการคุณแม่ท้องที่อาจมีสาเหตุมาจากคาเฟอีนกันได้

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.ochasama.com

กินน้ำมันดาวอินคาป้องกันโรคหลอดเลือด

กินน้ำมันดาวอินคาป้องกันโรคหลอดเลือด

กินน้ำมันดาวอินคาป้องกันโรคหลอดเลือด

กินน้ำมันดาวอินคาป้องกันโรคหลอดเลือด

กินน้ำมันดาวอินคาป้องกันโรคหลอดเลือด

ข้อมูล ทั้งประโยชน์ สารอาหาร วิธีกิน จนถึงงานวิจัยเรื่องความปลอดภัยมานำเสนอแบบจัดเต็ม ดาวอินคา มีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกาใต้แถบประเทศเปรู ชาวเปรูใช้ประโยชน์จากพืชชนิดนี้มาแล้ว กว่า 3,000 ปี

ดาวอินคามีรูปร่างคล้ายดาว มี 4 – 7 แฉก ผลอ่อนมีสีเขียว และสีจะเข้มขึ้นตามอายุ ผลแก่มีสีน้ำตาลดำมีเมล็ดรูปไข่อยู่ภายใน ต้องนำเมล็ดไปคั่วให้สุกก่อนกิน โดยทั่วไปจะทิ้งให้ผลแห้งคาต้นก่อนเก็บเกี่ยว และนำมาตากแดดต่ออีกประมาณ 1 วันก่อนจำหน่าย

ดาวอินคา…ทุกส่วนล้วนมีประโยชน์

ทุกส่วนของต้นดาวอินคาล้วนมีประโยชน์ ข้อมูลจากวารสารเศรษฐกิจการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระบุว่า ยอดของต้นดาวอินคามีรสชาติอร่อย อุดมไปด้วยกรดไขมันโอเมก้า – 3 โอเมก้า – 6 โอเมก้า – 9 วิตามินเอ และวิตามินอี นิยมปรุงเป็นอาหารจานผัด

ใบ

จากต้นดาวอินคาที่ไม่แก่มาก นำมาหั่นแล้วผึ่งแดด 1 – 2 แดด หลังจากนั้นนำไปต้มดื่มเป็นน้ำชา หรือสกัดน้ำจากใบเป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ซึ่งจะช่วยลดน้ำตาลและไขมันในเส้นเลือด นอกจากนั้นยังใช้ใบประกอบอาหารได้หลายเมนู เช่น แกงจืด แกงเลียง ห่อเมี่ยงคำ

เมล็ด

นิยมสกัดเป็นน้ำมัน ซึ่งอุดมไปด้วยกรดไขมันโอเมก้า – 3 โอเมก้า – 6 โอเมก้า – 9 วิตามินเอ และวิตามินอี สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้หลายด้าน เช่น ปรุงอาหาร ทำน้ำสลัด เป็นส่วนประกอบในเครื่องสำอาง อาหารเสริม ตลอดจนผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น สบู่ โลชั่น ครีมบำรุงผิว เช็กสารอาหารในน้ำมันดาวอินคา

น้ำมันดาวอินคา

มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวตำแหน่งเดียวโดยเฉพาะโอเมก้า – 3 สูง ซึ่งเป็นกรดไขมันจำเป็นที่ร่างกายไม่สามารถสร้างเองได้ ต้องได้รับจากอาหารเท่านั้น โดยกรดไขมันชนิดโอเมก้า – 3 นี้ช่วยลดคอเลสเตอรอลในเลือด ป้องกันการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคมะเร็ง และโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ น้ำมันดาวอินคา มีกรดไขมันโอเมก้า – 3 สูง จึงนับเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของผู้ที่กินอาหารมังสวิรัสและผู้ที่ไม่กินปลาทะเล

ผู้ช่วยศาสตราจารย์พร้อมลักษณ์ สมบูรณ์ปัญญากุล ภาควิชาโภชนวิทยา คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ข้อมูลเพิ่มเติมไว้ในวารสาร สารหัวใจ ว่า

น้ำมันดาวอินคาไม่ได้มีเพียงกรดไขมันโอเมก้า – 3 ปริมาณสูงเท่านั้น แต่ยังมีวิตามินอีซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ ยับยั้งการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด ช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือดทั้งยังมีสารแคโรทีน (Carotene) และสารพอลิฟีนอล (Polyphenol) ซึ่งทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระช่วยลดความเสี่ยงโรคมะเร็ง

นอกจากนี้ยังมีสารไฟโตสเตอรอล (Phytosterol) ซึ่งมีคุณสมบัติในการยับยั้งการดูดซึมคอเลสเตอรอลและลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือดอีกด้วย

วิธีกินให้อร่อยและได้ประโยชน์
แนะนำให้กินส่วนของเมล็ดที่เรียกกันว่าถั่วดาวอินคา โดยกินเมล็ดที่คั่วสุกแล้วเป็นมื้อว่างร่วมกับถั่วเปลือกแข็งชนิดต่างๆ เช่น อัลมอนด์ วอลนัท หรือใส่ในสลัด ส้มตำ ยำ หรืออาหารจานผักก็อร่อย โดยสมาคมโรคหัวใจแห่งประเทศสหรัฐอเมริกาสนับสนุนให้กินถั่วเปลือกแข็งวันละ 1 กำมือ เพื่อลดความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด

หนังสือ Powerful Plant-Based Superfoods : The Best Way to Eat for Maximum Health เสริมว่า ถั่วดาวอินคา 1 กำมือ (28 กรัม) นอกจากมีไขมัน โปรตีน และสารอาหารต่างๆ สูง ยังมีใยอาหารมากถึง 5 กรัม ซึ่งคิดเป็น 20 เปอร์เซ็นต์ของความต้องการใน 1 วัน

ดาวอินคา, เมล็ดดาวอินคา, น้ำมันดาวอินคา, ประโยชน์ของดาวอินคา, ป้องกันโรคหลอดเลือด
กินถั่วดาวอินคา ช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด
นอกจากนี้น้ำมันดาวอินคายังมีกลิ่นหอมคล้ายถั่วและรสชาติดี แต่อาจมีข้อติอยู่บ้างตรงที่มีจุดเกิดควันต่ำ จึงไม่เหมาะสำหรับทอดหรือผัดด้วยไฟแรง หากฝืนใช้อาจเกิดสารก่อมะเร็งที่ทำลายสุขภาพ

ฉะนั้นน้ำมันดาวอินคาจึงเหมาะสำหรับผัดไฟอ่อนหรือปรุงอาหารโดยไม่ผ่านความร้อน เช่น ผสมในน้ำสลัด โดยแนะนำให้ผสมน้ำมันดาวอินคากับน้ำมะนาวในอัตราส่วน 3 ต่อ 1 พร้อมเกลือและพริกไทย

เล็กน้อย ปรุงเป็นน้ำสลัด กินร่วมกับผักสดหลากชนิด

กินน้ำมันดาวอินคาแค่ไหนจึงปลอดภัยงานวิจัยคอนเฟิร์ม
ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ประเทศสหรัฐอเมริกา (U.S. Food and Drug Administration) ให้ข้อมูลผลการศึกษาความเป็นพิษของน้ำมันดาวอินคาในหนูทดลอง พบว่า การให้หนูทดลองกินน้ำมันดาวอินคาปริมาณ 0.45 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ติดต่อกันนาน 6 เดือน ไม่พบความเป็นพิษต่อร่างกาย

นอกจากนี้ยังมีการศึกษาในคน ซึ่งพบว่า การใช้น้ำมันดาวอินคาปรุงอาหารติดต่อกันนาน 4 เดือน ไม่พบความเป็นพิษต่อร่างกาย โดยการศึกษาจาก Food and chemical toxicology : an international journal published for the British Industrial Biological Research Association ทดลองให้อาสาสมัครใช้น้ำมันดาวอินคาปรุงอาหารวันละ 10 – 15 มิลลิลิตร นาน 4 เดือน จากนั้นตรวจการทำงานของตับและไต

ดาวอินคา, น้ำมันดาวอินคา,
ปรุงอาหารด้วยน้ำมันดาวอินคา ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลรวมในเลือด และลดความดันโลหิต
เปรียบเทียบก่อนและหลังการทดลอง ผลปรากฏว่า น้ำมันดาวอินคาไม่มีผลเสียต่อการทำงานของตับและไตแต่กลับพบว่ามีประโยชน์ต่อสุขภาพในด้านอื่น เช่น ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลรวมในเลือด (total cholesterol) ลดระดับคอเลสเตอรอลร้ายชนิดแอลดีแอล (LDL-cholesterol) ช่วยลดความดันโลหิต แถมมีผลเพิ่มคอเลสเตอรอลดีชนิดเอชดีแอล (HDL-cholesterol) ซึ่งทำหน้าที่พาคอเลสเตอรอลร้ายไปกำจัดที่ตับอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม น้ำมันดาวอินคาก็คือน้ำมันชนิดหนึ่ง ซึ่ง 1 ช้อนชาให้พลังงานสูงถึง 45 กิโลแคลอรี หากกินมากเกินไปโดยไม่ควบคุมปริมาณอาจทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัว ทางที่ดีแนะนำให้ใช้น้ำมันดาวอินคาปรุงอาหารทดแทนน้ำมันชนิดอื่นในบางมื้อแทนการกินเป็นอาหารเสริม

ขอบคุณแหล่งที่มา https://goodlifeupdate.com

 

 …