เที่ยวหน้าหนาวกับ

เที่ยวหน้าหนาวกับ 10 ภูเขา รับลมดูดาว ชื่นชมทะเลหมอก

เที่ยวหน้าหนาวกับ 10 ภูเขา รับลมดูดาว ชื่นชมทะเลหมอก

เที่ยวหน้าหนาวกับ 10 ภูเขา รับลมดูดาว ชื่นชมทะเลหมอก

หนาวนี้ห้ามพลาดกับ 10 ภูเขา หน้าหนาว อากาศดีๆ แบบนี้เหมาะกับการไปพักผ่อนรับลมหนาว ตกกลางคืนนอนดูทะเลดาว และตอนเช้าตื่นมาชมทะเลหมอก

เที่ยวหน้าหนาวกับ

1.ดอยอ่างขาง
แม้จะต้องใช้เวลาเดินทางขึ้นลงเขาหลายชั่วโมงกว่าจะถึง แต่ดอยอ่างขางก็ยังคงเป็นที่เที่ยวยอดนิยม บนดอยอ่างขางเป็นที่ตั้งของสถานีเกษตรหลวงอ่างขาง โครงการในพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาการปลูกฝิ่นรวมถึงการพัฒนาคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของชาวเขาให้ดีขึ้น สามารถเข้าไปเยี่ยมชมภายในสถานีซึ่งมีแปลงสาธิต แปลงวิจัยพืชผัก ผลไม้เมืองหนาว อีกทั้งสวนดอกไม้ที่งดงาม โดยเฉพาะต้นนางพญาเสือโคร่งซึ่งจะพากันเบ่งบานท้าลมหนาว และไร่สตรอว์เบอร์รี่กว้างที่สามารถเก็บผลสดๆ ได้จากต้น (อ่านเพิ่มเติม-เที่ยวเชียงใหม่ รับลมหนาว กอดไร่ชา ที่ สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง)

เที่ยวหน้าหนาวกับ

2.ดอยเสมอดาว
ขึ้นไปดูดาวที่ดอยเสมอดาว ในเขตอุทยานแห่งชาติศรีน่าน จังหวัดน่าน ดอยเสมอดาวมีลักษณะเป็นลานกว้างสามารถกางเต็นท์พักแรมได้ เป็นจุดชมพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตกที่สวยมากแห่งหนึ่ง และแน่นอนว่าในตอนเช้ามีทะเลหมอกให้ได้ชมกันด้วย ส่วนในตอนกลางคืนนั้นสามารถชมทะเลดาวที่ระยิบระยับทั่วฟ้า พร้อมสัมผัสอากาศหนาวเย็น นอกจากนี้ห้ามพลาดการเดินขึ้นผาหัวสิงห์ ลักษณะคล้ายหัวสิงโต บนจุดสูงสุดนั้นยังสามารถมองวิวทิวทัศน์โดยรอบได้ถึง 360 องศาเลยทีเดียว

เที่ยวหน้าหนาวกับ

3.ภูชี้ฟ้า
ภูชี้ฟ้า คือจุดชมวิวพระอาทิตย์ขึ้นที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย ด้วยยอดเขาที่มีลักษณะเป็นยอดแหลมชี้ขึ้นไปบนฟ้า สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,628 เมตร มีหน้าผาเป็นแนวยาวยื่นไปทางฝั่งประเทศลาวและบนภูเป็นทุ่งหญ้ากว้าง สามารถขึ้นไปยังจุดชมวิวได้ในตอนเช้ามืด เพื่อชมพระอาทิตย์ขึ้นและชมทิวทัศน์ของทะเลหมอกในหุบเขา รวมถึงดอกไม้สวยงามทั้งดอกนางพญาเสือโคร่ง ซึ่งะบานในช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ และดอกเสี้ยวซึ่งจะบานเต็มเชิงเขาในเดือนกุมภาพันธ์ (อ่านเพิ่มเติม-ออกไปกอดทะเลหมอก บนเขาสูงเสียดฟ้า ที่ภูชี้ฟ้า เที่ยวหน้าหนาว แอ่วเชียงราย)

เที่ยวหน้าหนาวกับ

4.ดอยอินทนนท์
ดอยอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่ เป็นยอดดอยที่สูงที่สุดในประเทศไทย ด้วยความสูง 2,565 เมตรจากระดับน้ำทะเล นอกจากการไปถ่ายรูปบนจุดสูงสุดแล้ว บนดอยอินทนน์ยังเต็มไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจมากมาย ทั้งเส้นทางศึกษาธรรมชาติอ่างกาหลวง เส้นทางศึกษาธรรมชาติกิ่วแม่ปาน พระมหาธาตุนภเมทนีดล พระมหาธาตุนภพลภูมิสิริ น้ำตกขนาดใหญ่หลายแห่งที่มีน้ำไหลตลอดทั้งปี สถานีวิจัยโครงการหลวงอินทนนท์ เป็นต้น

เที่ยวหน้าหนาวกับ

5.ภูทับเบิก
ภูทับเบิก คือหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของจังหวัดเพชรบูรณ์ ด้วยความสวยงามของธรรมชาติ ภูเขาที่มีความอุดมสมบูรณ์และมีอากาศบริสุทธิ์ ภูทับเบิกเป็นที่ตั้งของหมู่บ้านชาวไทยภูเขาเผ่าม้ง ที่ปลูกกะหล่ำปลีเป็นแปลงกว้าง เรียกว่าเป็นแปลงปลูกกะหล่ำปลีที่ใหญ่ที่สุดในโลกเลยทีเดียว ในช่วงฤดูหนาวภูทับเบิกจะมีอากาศหนาวเย็น มีทะเลหมอกให้ชมตอนเช้า และมีดอกซากุระหรือนางพญาเสือโคร่งบานสะพรั่งทั่วหุบเขา จึงเหมาะสำหรับมาพักผ่อนกางเต็นท์นอนดูดาวท่ามกลางธรรมชาติอย่างใกล้ชิด (อ่านเพิ่มเติม-เที่ยวภูทับเบิก กอดทะเลหมอก ฟอกปอดสุดอากาศดี สวัสดี ไร่กะหล่ำปลีสีเขียว)

เที่ยวหน้าหนาวกับ

6.ภูกระดึง
สักครั้งหนึ่งในชีวิตต้องพิชิตภูกระดึง โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาว นักท่องเที่ยวมากมายต่างเดินทางหมายสัมผัสลมหนาวที่บางครั้งลดต่ำลงถึง 0 องศาเซลเซียส และบรรยากาศของดอยสูงที่มีป่าไม้อุดมสมบูรณ์ เต็มไปด้วยพันธุ์ไม้นานาชนิด สัตว์ป่า ทุ่งหญ้า ลำธาร และน้ำตก เส้นทางขึ้นภูระยะทางประมาณ 5.5 กม. ใช้เวลาประมาณ 3-5 ชั่วโมง ผ่านเส้นทางธรรมชาติที่จะมีจุดพักเป็นช่วงๆ จนถึงจุดกางเต็นท์ ขึ้นภูกระดึงแล้วห้ามพลาดการชมพระอาทิตย์ขึ้นที่ผานกแอ่น ชมน้ำตกถ้ำใหญ่ที่ประดับไปด้วยใบเมเปิ้ลสีแดงผลัดใบร่วงลงมา และชมวิวที่ผาต่างๆ เช่น ผานอน้อย ผาเหยียบเมฆ และผาหล่มสัก

เที่ยวหน้าหนาวกับ

7.ภูลมโล
ภูลมโล ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า ในช่วงฤดูหนาวภูเขาแห่งนี้จะถูกแต่งแต้มไปด้วยสีชมพูของดอกนางพญาเสือโคร่งกินพื้นที่กว่า 1,000 ไร่ ซึ่งพร้อมใจกันเบ่งบานรับลมหนาวในช่วงเดือนมกราคมของทุกปี นอกจากความงดงามของดอกไม้แล้ว ภูลมโลยังมีทัศนียภาพของขุนเขาสลับซับซ้อน หากขึ้นไปยังจุดชมวิวบนยอดสูงสุด สามารถมองเห็นหมู่บ้านหมันขาวและไร่กะหล่ำปลีเบื้องล่าง นอกจากนี้ยังเป็นจุดชมพระอาทิตย์ขึ้นและทะเลหมอกที่งดงามที่สุดแห่งหนึ่ง (อ่านเพิ่มเติม-เที่ยว ภูลมโล ชมซากุระเมืองไทย ดอกนางพญาเสือโคร่งสะพรั่งสีชมพูทั้งขุนเขา)

เที่ยวหน้าหนาวกับ

8.เขาพะเนินทุ่ง
เขาพะเนินทุ่ง คือจุดชมทะเลหมอกที่สวยที่สุดแห่งหนึ่ง ตั้งอยู่ในอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี ภูเขาสูงที่เต็มไปด้วยความอุมสมบูรณ์ผืนป่า มีดอกไม้และสัตว์ป่ามากมาย การเดินทางจะต้องใช้รถกระบะโฟร์วีลเท่านั้น ด้านบนเขาเป็นทุ่งหญ้ากว้าง มีจุดที่สามารถกางเต็นท์ได้ แน่นอนว่าไฮไลท์ของที่นี่คือทะเลหมอกซึ่งจะมีให้ชมหลายจุด สวยงามและคุ้มค่ากับการเดินทางแน่นอน

เที่ยวหน้าหนาวกับ

9.ภูลังกา
พบกับผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์ในจังหวัดพะเยา ที่วนอุทยานภูลังกา บนพื้นที่ประมาณ 7,800 ไร่ ซึ่งเต็มไปด้วยพืชพรรณจำนวนมาก ทั้งดอกไม้ป่าหายากและสัตว์ป่า อีกหนึ่งจุดหมายของผู้ที่ชื่นชอบการเดินป่าขึ้นเขา นอกจากการพิชิตยอดดอยต่างๆ แล้ว บนภูลังกายังมีเส้นทางศึกษาธรรมชาติ เส้นทางเดินป่าศึกษาระบบนิเวศดั้งเดิมของป่าดิบเขา อีกทั้งยังมีทะเลหมอกและทุ่งดอกโคลเคลงซึ่งจะบานราวเดือนกรกฎาคม-ธันวาคมของทุกปี

เที่ยวหน้าหนาวกับ

10.เขาช้างเผือก
เขาช้างเผือก จังหวัดกาญจนบุรี คือเส้นทางการผจญภัยที่นักผจญภัยไม่ควรพลาด เพราะการขึ้นเขานั้นจะต้องผ่านเส้นทางคดเคี้ยวและต้องเดินเท้าขึ้นสู่ยอดเขาอีกระยะทางประมาณ 8-9 กม. ในเส้นทางที่ลาดชัน และต้องปีนป่ายพอสมควร จุดวัดใจคือบริเวณสันคมมีดหรือจุดสันเขาที่มีลักษณะแคบขึ้นไป เป็นจุดที่หวาดเสียวที่สุด จนถึงยอดสูงสุดจะสามารถมองวิวได้ 360 องศา ชมความงดงามของธรรมชาติ ทิวทัศน์ของภูเขาสลับซับซ้อนสุดลูกหูลูกตา…

เผยงานวิจัยสหรัฐฯ

เผยงานวิจัยสหรัฐฯ พบว่า การเลี้ยงสุนัข ช่วยลดความเสี่ยงเสียชีวิตจากทุกสาเหตุลง 24%

เผยงานวิจัยสหรัฐฯ พบว่า การเลี้ยงสุนัข ช่วยลดความเสี่ยงเสียชีวิตจากทุกสาเหตุลง 24%

เผยงานวิจัยสหรัฐฯ พบว่า การเลี้ยงสุนัข ช่วยลดความเสี่ยงเสียชีวิตจากทุกสาเหตุลง 24%

 

เผยงานวิจัยสหรัฐฯ

งานวิจัยสหรัฐฯ พบ คนที่เลี้ยงสุนัข มีความเสี่ยงในการเสียชีวิตจากทุกๆ สาเหตุลดลง 24% โดยนักวิจัยคาดว่าสาเหตุที่ทำให้เป็นเช่นนี้ เพราะคนที่มีสัตว์เลี้ยงมักมีสุขภาพจิตดีกว่า รวมถึงมีวิถีชีวิตประจำวันที่แอคทีฟกว่าด้วย

ดร.แคโรไลน์ เครเมอร์ (Caroline Kramer) นักวิจัยจาก University of Toronto ได้ตีพิมพ์งานวิจัยชิ้นใหม่ “Dog Ownership and Survival: A Systematic Review and Meta-Analysis” ลงในนิตยสาร Circulation ซึ่งเป็นนิตยสารของสมาคมโรคหัวใจอเมริกัน โดยงานวิจัยดังกล่าวพบว่าผู้ที่เป็นเจ้าของสุนัขมีโอกาสเสียชีวิตจากทุกๆ สาเหตุน้อยกว่าคนทั่วไป

“การวิเคราะห์ของเราพบว่าการมีสุนัขนั้นช่วยปกป้องจากการตายในทุกสาเหตุ การเป็นเจ้าของสุนัขนั้นเชื่อมโยงกับการลดลงถึง 24% ของการตายจากทุกสาเหตุ” ดร.แคโรไลน์ระบุ

และสำหรับคนที่เป็นโรคหัวใจหรือเคยมีอาการโรคหลอดเลือดสมอง (stroke) ผลดีที่เกิดขึ้นจากการมีสุนัขไว้เลี้ยงยิ่งชัดเจนขึ้นอีก

“สำหรับคนกลุ่มนี้ (เป็นโรคหัวใจหรือเคยมีอาการโรคหลอดเลือดสมอง) การเลี้ยงสุนัขยิ่งมีประโยชน์ คนกลุ่มนี้มีความเสี่ยงน้อยลง 31% ที่จะเสียชีวิตจากโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบไหลเวียนเลือด” นักวิจัยจาก University of Toronto ระบุ

เผยงานวิจัยสหรัฐฯ

ทั้งนี้ งานวิจัยชิ้นนี้ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าการเป็นเจ้าของสุนัขนั้น “เป็นสาเหตุ” ที่นำไปสู่ความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตที่ลดลง เพียงแต่บอกว่ามีความสัมพันธ์กันระหว่างการมีสัตว์เลี้ยงกับความเสี่ยงที่จะเสียชีวิต

อย่างไรก็ตาม ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐฯ (Centers for Disease Control and Prevention: CDC) ได้ให้ความเห็นว่าการมีสัตว์เลี้ยงทำให้ผู้เลี้ยงมีสุขภาพจิตดีขึ้น “สัตว์เลี้ยงช่วยให้การพัฒนาด้านสังคม อารมณ์ และสมองของเด็กดีขึ้น ทำให้มีวิถีชีวิตที่แอคทีฟ รวมถึงสามารถช่วยชี้ให้เห็นถึงการเกิดขึ้นของมะเร็งบางแบบด้วย”

“สิ่งที่เรารู้ในภาพรวมเกี่ยวกับสุขภาพของระบบไหลเวียนเลือดก็คือ ยิ่งเรามีพฤติกรรมที่ดีต่อสุขภาพเร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งดี ดังนั้นก็คงไม่ต่างจากการเดิน การไม่สูบบุหรี่ ฉันคิดว่าการเป็นเจ้าของสุนัขก็เป็นส่วนที่ทำให้เรามีพฤติกรรมที่ดีต่อสุขภาพเพิ่มขึ้นเหมือนกัน” ดร.แคโรไลน์กล่าวทิ้งท้าย…

ที่ใครๆก็ต้องสั่ง

ยำหอยแครง เมนูสุดฮิต ที่ใครๆก็ต้องสั่ง

ยำหอยแครง เมนูสุดฮิต ที่ใครๆก็ต้องสั่ง

ยำหอยแครง เมนูสุดฮิต ที่ใครๆก็ต้องสั่ง

ที่ใครๆก็ต้องสั่ง

สวัสดีคะ วันนี้เรามีเรื่องราวดีๆ มาฝากกัน อาจนำไปใช้ในเมนูเด็ดในเย็นนี้ก็เป็นได้ เราเลยมีสูตรวิธีทำยำหอยแครง มาให้ทุกคนได้ทำตามกัน

ที่ใครๆก็ต้องสั่ง

หอยแครงเป็นหอยสองฝาอีกชนิดหนึ่งที่เป็นสัตว์เศรษฐกิจในประเทศไทย โดยเนื้อใช้รับประทานเป็นอาหารที่ให้โปรตีน นิยมนำไปปรุงด้วยการเผาหรือลวก ส่วนเปลือกใช้ทำเครื่องประดับของชำร่วย หรือ บดผสมลงในอาหารไก่ และยังทำเป็นปูน รวมถึงทำเป็นวัสดุสังเคราะห์ทดแทนกระดูกมนุษย์ได้ด้วย กรมประมงจึงมีการส่งเสริมให้เกษตรกรเพาะเลี้ยงเป็นสัตว์เศรษฐกิจ นิยมเลี้ยงกันอยู่ที่แถบจังหวัดสมุทรสงคราม เพชรบุรี สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ภูเก็ต สตูล และปัตตานี

สิ่งที่ต้องเตรียม
1. หอยแครงลวก 2 กิโลกรัม
2. น้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ
3. พริกแดงจินดา 10 เม็ด
4. น้ำมะนาว 40 กรัม
5. ซอสพริก 2 ช้อนโต๊ะ
6. น้ำปลา 5 ช้อนโต๊ะ
7. ตะไคร้ 5 ต้น
8. หอมแดง 10 หัว
9. ใบสะระแหน่ สำหรับโรยหน้า

วิธีทำ
1. นำน้ำตาลทรายใส่ลงในชามผสม ตามด้วยน้ำปลา ซอสพริก และน้ำมะนาวคนให้เข้ากัน
2. ใส่ตะไคร้ซอย พริกแดงจินดาซอย และหอมแดงซอยคนให้เข้ากัน
3. ใส่หอยแครงลวกที่แกะเปลือกเอาไว้ลงในน้ำยำ คลุกเคล้าให้เข้ากันแล้วโรยใบสะระแหน่       ลงไป ตักใส่จานพร้อมเสิร์ฟค่ะ…

โรคยอดฮิตของคนไทย

5 โรคยอดฮิตของคนไทย 2019

5 โรคยอดฮิตของคนไทย 2019

5 โรคยอดฮิตของคนไทย 2019

โรคยอดฮิตของคนไทย
ทุกวันนี้คนไทยหลายคนมีโรครุมเร้ามากมาย อันเนื่องมาจากการใช้ชีวิตประจำวันที่เอื้อ
ให้เกิดความเครียด จนหลาย ๆ คนกลายเป็นโรคซึมเศร้าโดยไม่รู้ตัว อีกทั้งวิถีชีวิตที่มีความเร่งรีบตลอดเวลา จนทำให้ไม่มีเวลาออกกำลังกายและดูแลรักษาสุขภาพ ในทุกๆ
ปีกระทรวงสาธารณสุขจะออกมาประกาศโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่พบมากที่สุดในคนไทย 5 อันดับ ซึ่งแน่นอนว่าอันดับหนึ่งที่ครองแชมป์ติดต่อกันมายาวนานหลายปีซ้อน ได้แก่
โรคมะเร็ง

โรคมะเร็ง
โรคมะเร็งเป็นโรคยอดฮิตที่คร่าชีวิตคนไทยเป็นอันดับหนึ่งมายาวนาน โดยกระทรวงสาธารณสุขเปิดเผยข้อมูลอันน่าตกใจว่า โดยเฉลี่ยในทุก ๆ ชั่วโมง จะมีผู้เสียชีวิต
ด้วยโรคมะเร็งถึง 6 คน แม้ว่าในปัจจุบันวิวัฒนาการเครื่องมือแพทย์และยารักษาโรค
จะพัฒนาก้าวหน้าไปมาก แต่คนส่วนใหญ่มักละเลยอาการเจ็บป่วยเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่
แสดงถึงความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็ง แล้วจึงมาพบแพทย์เมื่อมะเร็งอยู่ในขั้นลุกลาม
และยากต่อการรักษา โดยมะเร็งที่พบมากที่สุดในชายไทย ได้แก่ มะเร็งตับ มะเร็งปอด
และมะเร็งลำไส้ใหญ่ ส่วนมะเร็งที่พบมากที่สุดในผู้หญิง ได้แก่ มะเร็งปากมดลูก มะเร็งเต้านม และมะเร็งตับ วิธีป้องกันโรคมะเร็งที่ง่ายที่สุดคือการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอและหลีกเลี่ยงตัวการที่อาจก่อให้เกิดมะเร็ง อาทิ การสูบบุหรี่ การกินอาหารปิ้งย่างบ่อย ๆ และหมั่นสังเกตอาการผิดปกติที่เกิดขึ้นกับร่างกาย เพื่อปรึกษาแพทย์ได้อย่างทันท่วงที

โรคเบาหวาน
โรคยอดฮิตของคนไทย รองลงมาจากโรคมะเร็ง โรคเบาหวานมีสาเหตุมาจากการที่ร่างกายสร้างฮอร์โมนอินซูลินมากเกินไป จนทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ ร่างกายจึงไม่สามารถใช้พลังงานจากน้ำตาลได้อย่างเหมาะสม และตับอ่อนทำงานผิดปกติ จึงทำให้มีระดับน้ำตาลคงเหลืออยู่ในกระแสเลือดสูงนั่นเอง ผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานจะมีอาการเริ่มต้น คือ ปัสสาวะบ่อย อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ดื่มน้ำเยอะ เบื่ออาหาร น้ำหนักตัวลดลงโดยไม่ทรายสาเหตุ เป็นแผลง่าย เมื่อเป็นแล้วหายยยากหรือมักติดเชื้อ อักเสบ และลุกลาม ผู้ที่มีอาการดังกล่าวนี้ควรหมั่นเช็กความผิดปกติของร่างกายและพบแพทย์เพื่อเข้ารับการตรวจและการรักษาอย่างถูกต้องตั้งแต่เนิ่น ๆ ส่วนหนึ่งของสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคมาจากพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่ไม่ถูกต้อง ชอบทานอาหารหวานหรืออาหารที่มีไขมันสูง และไม่ออกกำลังกาย เพราะฉะนั้นผู้ที่มีภาวะเสี่ยงควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอาหารและหมั่นออกกำลัง ควบคุมน้ำหนักอย่างสม่ำเสมอ

โรคความดันโลหิตสูง
ปกติคนธรรมดาจะมีความดันเฉลี่ยอยู่ที่ 90-119/60-79 มิลลิเมตร/ปรอท ส่วนผู้ที่อยู่ในภาวะความดันโลหิตสูง จะมีความดันสูงกว่า 140/90 มิลลิเมตร/ปรอท โรคความดันโลหิตสูงเป็นบ่อเกิดของโรคหลอดเลือดในสมอง โรคหัวใจ โรคไต ฯลฯ เนื่องจากเมื่อมีความดันโลหิตสูง หลอดเลือดจะแข็งและตีบ ส่งผลให้เกิดปัญหาเมื่อหัวใจสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย สาเหตุที่ก่อให้เกิดความดันโลหิตสูงมีทั้งชนิดทราบและไม่ทราบสาเหตุ อาทิ พันธุกรรม การทำงานที่ผิดปกติของฮอร์โมน โรคอ้วน เนื้องอกในสมอง และโรคเครียด สาเหตุหลักที่พบมากในปัจจุบัน อาการระยะเริ่มต้นของโรคความดันโลหิตสูง ได้แก่ อาการวิงเวียนศีรษะ เจ็บหน้าอก ใจสั่น ปวดศีรษะติดต่อกันหลายวันโดยไม่ทราบสาเหตุ ผู้ที่มีอาการควรพบแพทย์เพื่อรับการรักษาด้วยยา ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน และพยายามไม่เครียด เพื่อป้องกันโรคแทรกซ้อนที่ตามมาจากโรคความดันโลหิตสูง

โรคหัวใจ
คำว่าโรคหัวใจนั้นมีความหมายค่อนข้างกว้าง เนื่องจากหหัวใจเป็นอวัยวะที่มีความซับซ้อนและมีส่วนประกอบที่หลากหลาย อาทิ เยื่อหุ้มหัวใจ หลอดเลือด และกล้ามเนื้อหัวใจ เป็นต้น โดยอาการที่พบมากในคนไทย ได้แก่ โรคหัวใจขาดเลือด อันเนื่องมาจากสาเหตุต่าง ๆ อาทิ หลอดเลือดแดงตีบและไขมันอุดตันในเส้นเลือด ผู้ป่วยโรคหัวใจที่มีอาการน่าเป็นห่วงและควรไปพบแพทย์โดยด่วน ได้แก่ ผู้ที่มีอาการแน่นหน้าอก อึดอัด ขณะออกกำลังกาย เดินเร็ว ขึ้นบันได เมื่อออกแรงทำกิจกรรมต่าง ๆ จะมีอาการเหนื่อยง่าย หอบ หายใจเร็ว ในรายที่รุนแรงอาจมีอาการหน้ามืดและหมดสติ

โรคหลอดเลือดสมอง
คือการที่สมองขาดเลือดไปเลี้ยง เนื่องจากหลอดเลือดตีบ อุดตัน หรือแตก เนื้อเยื่อสมองจึงถูกทำลาย ส่งผลให้การทำงานของสมองหยุดชะงัก สาเหตุที่พบมากที่สุดที่ก่อให้เกิดภาะวะสมองขาดเลือด ได้แก่ การเกิดลิ่มเลือดไหลไปอุดตันหลอดเลือดสมอง หรืออาจเกิดลิ่มเลือดในสมองแล้วมีขนาดใหญ่ขึ้นจนอุดตันหลอดเลือด อีกสาเหตุหนึ่งเกิดจากไขมันสะสมในเส้นเลือด ซึ่งทำให้เส้นเลือดตีบจึงทำให้ประสิทธิภาพในการลำเลียงเลือดไปเลี้ยงสมองลดลง

ส่วนโรคหลอดเลือดสมองแตกนั้นส่วนมากพบในผู้ที่มีความดันโลหิตสูง หลอดเลือดเมื่อเจอความดันจึงโป่งพองแล้วแตกออก ทำให้เลือดออกในสมอง ซึ่งอาจทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้ การป้องกันเบื้องต้นคือหมั่นตรวจเช็กอาการและพบแพทย์เป็นประจำ หลีกเลี่ยงอาหารรสจัด รักษาระดับความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยป้องกันอาการของโรคหลอดเลือดในสมองเบื้องต้นได้

ปัจจุบันกระแสรักสุขภาพที่กำลังมาแรงมีส่วนช่วยในการป้องกันโรคภัยต่าง ๆ มากมาย ทั้งการออกกำลังกายที่หลากหลายขึ้น เมนูอาหารคลีนที่ปราศจากไขมันและน้ำตาล คนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ ความเข้าใจในปัจจัยเสี่ยงของโรคมากขึ้น รวมทั้งเทคโนโลยีและวิวัฒนาการในการรักษาโรคที่มีประสิทธิภาพ สิ่งสำคัญในการหลีกเลี่ยงโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ รวมทั้งโรคยอดฮิตทั้ง 5 ประเภทนี้ก็คือ การหมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ รักษาสุขภาพด้วยการทานอาหารที่มีประโยชน์ หลีกเลี่ยงอาหารปิ้งย่างหรือของหมักดอง ลด ละ เลิกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และการสูบบุหรี่ ทำจิตใจปลอดโปร่งและไม่เกิดความเครียดสะสม ที่สำคัญคือการหมั่นตรวจเช็กอาการผิดปกติที่เกิดขึ้นกับร่างกาย อาทิ ก้อนเนื้อ, อาการเจ็บป่วยเรื้อรังหรืออาการป่วยฉับพลันโดยไม่ทราบสาเหตุ แล้วพบแพทย์เพื่อทำการวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงที…

อินเดีย

อินเดีย ให้ผู้หญิงหยุดงานได้ เมื่อมีประจำเดือน

อินเดีย ให้ผู้หญิงหยุดงานได้ เมื่อมีประจำเดือน

อินเดีย ให้ผู้หญิงหยุดงานได้ เมื่อมีประจำเดือน

 

อินเดีย

เมื่อผู้หญิงมีประจำเดือน ส่วนใหญ่จะมีอาการทั้งด้านร่างกายและอารมณ์ ไม่ว่าจะเป็นปวดท้อง ปวดหลัง เจ็บหน้าอก สิวขึ้น รวมไปถึงสภาวะทางอารมณ์ที่เปลี่ยนไป เช่นหงุดหงิด ฉุนเฉียว หรือเศร้าง่ายผิดปกติ

ผศ.นพ.สมบูรณ์ ศรศุกลรัตน์ หัวหน้ากลุ่มงานสูตินรีศาสตร์ รพ.ราชวิถี อธิบายว่า อาการเหล่านี้ แบ่งได้เป็น 2 กลุ่มหลักๆ คือ
1.อาการที่ไม่มีสาเหตุของโรค คือมีคนตั้งสมมติฐานว่าเกิดจากสารเคมีในสมองบางอย่าง หรือว่าอาจเกิดจากการขาดสารแมกนีเซียม แคลเซียม อะไรพวกนี้ ซึ่งตอนนี้ก็ยังไม่ทราบสาเหตุจริงๆ ว่าเกิดจากอะไร พวกนี้ทั้งหมด ที่ว่า อารมร์เหวี่ยง ปวดท้อง เป็นสิว หรือตัวบวมๆ พวกนี้เรียกว่ากลุ่ม PMS กลุ่มอาการก่อนมีประจำเดือน เรียกว่าผู้หยิงทุกคนจะมีประสบการแบบนี้ ไม่มากก็น้อย

2.อาการที่มีอาจมีสาเหตุจากโรค คือถ้าเราปวดประจำเดือนเพิ่มขึ้นในแต่ละเดือน หรือปวดทุกวันของประจำเดือน น่าจะมีตัวโรค หรือมีตัวอะไรที่เป็นสาเหตุให้เกิดการปวดประจำเดือนได้ โรคที่เราพบบ่อยคือเยี่บุมดลูกเจริญผิดที่ เป็นเนื้องอกมดลูก หรือเป็นพวกการอักเสบปีกมดลูกอะไรพวกนี้เกิดขึ้นได้ หรืออาจจะเป็นโรคอื่นที่ไม่ใช้ทางนี้นะ เป็นพวกอาการลำไส้ไวเกินอะไรพวกนี้ ซึ่งจะเป็นหนักจนกระทบกับชีวิตประจำวันและอาจกระทบต่อประสิทธิภาพการทำงาน

หรือถ้าหากเกิดอาการซึมเศร้ามากๆ ควรไปปรึกษาจิตแพทย์เพื่อหาสาเหตุอาการและรักษา โดยที่ผ่านมาเคยมีงานวิจัยในต่างประเทศ สำรวจหญิงเนเธอแลนด์ อายุ 15-45 ปี เกี่ยวกับการมีประจำเดือน พบว่า ร้อยละ 81 รู้สึกว่าทำงานได้น้อยลง และร้อยละ 14 ถึงขั้นขอพักจากการทำงาน ขณะที่บางประเทศ อย่าง อินเดียให้ผู้หญิงสามารถหยุดงานได้เมื่อมีประจำเดือน…

ข่าวทหารชายแดนใต้

ข่าวทหารชายแดนใต้ สละชีวิตเพื่อแผ่นดิน แต่ข่าวพริตตี้ สังคมให้ความสนใจมากกว่า

ข่าวทหารชายแดนใต้ สละชีวิตเพื่อแผ่นดิน แต่ข่าวพริตตี้ สังคมให้ความสนใจมากกว่า

ข่าวทหารชายแดนใต้ สละชีวิตเพื่อแผ่นดิน แต่ข่าวพริตตี้ สังคมให้ความสนใจมากกว่า

 

ข่าวทหารชายแดนใต้

มองสังคมที่เป็นไปด้วยความเวทนาและสมเพช มีพี่น้องทหารเราต้องเสียชีวิตไปจากการปกป้องแผ่นดินจากการดูแลประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เขาออกข่าวแค่ 15 วินาทีก็ผ่านพ้นไป แต่มีแค่พริตตี้หนึ่งคนกับ 1 คนที่จับตัวได้ และอีกพวกหลายคน กับ ปาร์ตี้ของพวกขี้เมา

ข่าวติดตามอย่างต่อเนื่องทุกวันทุกวัน มี live สด มีนักข่าวลงพื้นที่ มีดาราลงพื้นที่ และยังคงเป็นอย่างนี้อีกทุกวันสื่อมวลชนให้ความสำคัญติดตามกันอย่างใกล้ชิด สังคมติดตามด้วยความสนใจ เขาออกช่วงเช้า เขาออกช่วงเที่ยง เขาออกช่วงกลางคืน และเขาออกช่วงดึก วนซ้ำวนซ้ำอยู่อย่างนี้เป็นอาทิตย์แล้ว บอกตรงๆ เป็นที่น่ารำคาญยิ่ง ได้อะไรหรือจากการเล่นข่าวเหล่านี้ นอกจากเป็นธุรกิจการข่าวจากสังคมที่เน่าเฟะ

ข่าวทหารชายแดนใต้

วันนี้ได้ฟังเพลงนี้จากรายการวิทยุรายการหนึ่งทำให้ต้องมาหยุดคิดว่า นานแค่ไหนกันแล้วนะ ที่ทางใต้ของเราเกิดความไม่สงบ กี่ชีวิตกันแล้วนะที่ต้องเสียใจไป กี่รอยน้ำตา กี่ความโศกเศร้า กี่ความทุกข์อันนับไม่ถ้วนที่คนมากมายต้องพานพบเจอ ผมเองอาจไม่ได้อยู่ 3 จังหวัดภาคใต้ตลอด

อาจไม่ได้มีหน้าที่หรือคุณประโยชน์ใดๆ เกี่ยวข้องกับการปกป้องประเทศชาติมากเท่าพี่น้องทหาร แต่ก็อยากจะแสดงออกให้ได้รู้ว่า ขอบคุณจากใจและไม่เคยลืมในความเสียสละของเหล่าทหารกล้า ทุกท่าน ต้องขอบคุณจริงๆ ขอให้ทุกท่านที่ปฎิบัติหน้าที่ เชื่อว่าต้องมีคนคิดแบบนี้บ้าง ขอให้แข็งแรงปลอดภัย มีแต่ความสุขความเจริญในชีวิตทุกท่าน

ปล.สังคมได้อะไรจากการเสพข่าวเหล่านี้ ด้วยความที่ใครอยากรู้เรื่องของคนอื่น
ปล.ขอแสดงความอาลัยกับน้องลันลาเบลที่เสียชีวิตด้วยนะครับ ขอให้ไปสู่ภพภูมิที่ดีครับ
บทความ ดร.พิสัณห์ นุ่นเกลี้ยง
ที่มา คนใต้.คอม

 …

แก้ปัญหาส้นเท้าแตกอย่างได้ผล

5 สูตร แก้ปัญหาส้นเท้าแตกอย่างได้ผล

5 สูตร แก้ปัญหาส้นเท้าแตกอย่างได้ผล

5 สูตร แก้ปัญหาส้นเท้าแตกอย่างได้ผล

แก้ปัญหาส้นเท้าแตกอย่างได้ผล
ปัญหาส้นเท้าแตกไม่ใช่ปัญหาเล็กๆ เลย ยิ่งเมื่อสาวๆ หลายคนใส่รองเท้าเปิดส้น เวลาใส่รองเท้าที่อวดเท้าสวยๆ คงไม่มีใครอยากให้เห็นรอยแตกที่ส้นเท้า ซึ่งบางครั้งจะเป็นร่องดำๆ ทำให้อับอายเสียด้วย แต่ทุกปัญหาสามารถแก้ได้ แค่คุณทำตามสูตรแก้ส้นเท้าแตกที่เรานำมาบอกต่อ จะได้ผลแค่ไหนต้องลอง บาคาร่า

1. น้ำยาบ้วนปากกับน้ำส้มสายชู

สูตรแรกที่อยากนำเสนอก็คือ น้ำยาบ้วนปากผสมน้ำส้มสายชูและน้ำอุ่น โดยผสมส่วนผสมทั้ง 3 ชนิดเข้าด้วยกันในอัตราส่วนเท่าๆ กัน จากนั้นแช่เท้าครึ่งชั่วโมง เมื่อครบเวลาแล้วให้ขัดเท้าด้วยหินขัดหรือใยบวบ โดยเฉพาะบริเวณส้นเท้าจากนั้นล้างจนหมดจด แล้วทาครีมบำรุงส้นเท้า สาวๆ สามารถทำได้ทุกวันสำหรับสูตรนี้

2. ผงฟูกับน้ำอุ่น

สูตรต่อไปที่หาได้แบบง่ายๆ ก็คือสูตรผงฟูผสมกับน้ำอุ่น โดยแช่เท้าในน้ำอุ่นที่ละลายผงฟูเอาไว้เรียบร้อยแล้วเป็นเวลาราว 15 นาที จากนั้นจึงขัดด้วยหินขัดเท้าหรือใยบวบ สำหรับสูตรนี้ทำได้สัปดาห์ละ 2 ครั้ง ซึ่งจะให้ผลดีอย่างเห็นได้ชัด

3. แป้งข้าวเจ้าผสมน้ำผึ้งและน้ำส้มสายชู

จุดเด่นของแป้งข้าวเจ้าคือ ช่วยให้ผิวกระจ่างใส น้ำผึ้งจะฆ่าเชื้อแบคทีเรียและสมานแผลของส้นเท้าที่แตก ส่วนน้ำส้มสายชูจะขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วได้ วิธีทำคือ ให้นำแป้งข้าวเจ้า 3 ช้อนโต๊ะ กับน้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะและน้ำส้มสายชู 3 หยด ผสมเข้าด้วยกันให้ส่วนผสมเป็นเนื้อเดียวกัน จากนั้นนำเท้าไปแช่ในน้ำอุ่นประมาณ 10 นาที เมื่อส่วนที่ส้นเท้านั้นแตกนิ่มจากการแช่น้ำอุ่นแล้ว ให้นำหินขัดเท้าหรือใยบวบมาขัด ทำได้สัปดาห์ละ 3 ครั้ง

4. วาสลีนผสมน้ำมะนาว

วาสลีนมีส่วนช่วยให้ผิวนุ่มชุ่มชื้น ส่วนน้ำมะนาวเป็นกรดอ่อนๆ มีฤทธิ์ในการขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้ว โดยวิธีการทำนั้นง่ายๆ แค่แช่เท้าในน้ำอุ่นก่อนราวๆ 20 นาที จากนั้นเช็ดเท้าให้แห้ง นำวาสลีนที่ผสมกับน้ำมะนาว ในอัตราส่วนวาสลีน 1 ช้อนชากับน้ำมะนาวคั้น 4 หยด นำมาทาส้นเท้าที่แห้ง แตกและหยาบกร้าน แค่นี้ปัญหาส้นเท้าแตกก็จะหมดไป

5. กล้วยหอม

กล้วยหอมมีสรรพคุณช่วยในการสมานแผลของส้นเท้าที่แตก ทำให้ผิวชุ่มชื้นกว่าเดิม วิธีการให้นำกล้วยหอมมาบำรุงส้นเท้าก็คือนำเอากล้วยหอมบดให้ละเอียด จากนั้นทาไว้ที่ส้นเท้า แล้วทิ้งไว้ประมาณ 20 นาทีค่อยล้างออก

ส้นเท้าแตกไม่ใช่เรื่องตลก แต่เป็นปัญหาผิวที่ทำให้ผู้หญิงหลายคนหมดความมั่นใจ หากคุณเป็นอีกคนหนึ่งที่อยากสวมใส่รองเท้าอวดส้นเท้า รองเท้าแตะได้อย่างมั่นใจ ไร้กังวล แนะนำว่าให้นำสูตรที่เราเอามาฝากในวันนี้ไปลองใช้กัน รับรองว่าทำเป็นประจำจะเห็นผลแน่นอน…

อย่าชะล่าใจว่าหุ่นกำลังดี

อย่าชะล่าใจว่าหุ่นกำลังดี ถ้า 6 นิสัยนี้ทำให้คุณผอมแต่มีพุง

อย่าชะล่าใจว่าหุ่นกำลังดี ถ้า 6 นิสัยนี้ทำให้คุณผอมแต่มีพุง

อย่าชะล่าใจว่าหุ่นกำลังดี

อย่าชะล่าใจว่าหุ่นกำลังดี
ผอมแต่มีพุง ยังไงก็ดูหุ่นไม่ดี แนะนำให้เลี่ยงนิสัยที่ทำให้มีพุงเหล่านี้ด่วน
ถึงจะเป็นคนที่มีน้ำหนักอยู่ในเกณฑ์ปกติตลอด รูปร่างก็ดูไม่ได้อ้วนตรงไหน แม้จะไม่ค่อยได้ออกกำลังกายหรือคุมอาหารสักเท่าไร แต่นั่นอาจไม่ใช่ความโชคดีที่เป็นคนกินแล้วไม่อ้วนก็ได้นะคะ เพราะถ้าผอมแต่มีพุง ก็ไม่ต่างอะไรจากคนอ้วนคนหนึ่ง ซึ่งก็มีความเสี่ยงด้านสุขภาพติดตัวอยู่ด้วย และถ้า 6 นิสัยเหล่านี้เช็กแล้วใช่ ก็มั่นใจได้เลยว่าคุณอยู่ในเคสคนผอมแต่มีพุง หรือ Skinny Fat ได้เวลาหาวิธีลดพุงให้ตัวเองแล้วล่ะ บาคาร่า

1. คุณมีมัฟฟิน ท็อป ติดอยู่ที่เอว

มัฟฟิน ท็อป (Muffin top) คือ เนื้อที่ปลิ้นออกมาตรงช่วงรอบเอว ดูแล้วเหมือนคนสวมห่วงยางติดตัวตลอดเวลา ซึ่งการศึกษาจาก Annals of Internal Medicine ก็เตือนว่า คนที่มีภาวะน้ำหนักตัวโดยรวมเป็นปกติ แต่มีไขมันส่วนเกินสะสมที่ช่วงเอวแบบนี้ มีแนวโน้มอันตรายต่อสุขภาพถึงขั้นเสี่ยงเสียชีวิตสูงกว่าคนที่อ้วนแบบเห็นกันจะจะ หรือเป็นคนที่รู้ชัดจากลักษณะภายนอกว่ามีน้ำหนักตัวเกินซะด้วยซ้ำ

เห็นไหมล่ะ บอกว่าแล้วว่าถึงตัวจะผอมก็อย่าชะล่าใจ ผอมแต่มีพุงก็อันตรายใช่ย่อยนะจ๊ะ

2. ออกกำลังกายประจำ แต่ไม่เคยทำท่าวิดพื้น !

โดยปกติคนที่คิดว่าตัวเองมีรูปร่างดีอยู่แล้ว ก็มักจะออกกำลังกายเพื่อกระตุ้นการทำงานหัวใจ เน้นหนักไปทางคาร์ดิโอ อย่างการปั่นจักรยาน การวิ่ง ซึ่งก็มีผลทำให้หัวใจและปอดเฮลธ์ตี้ แต่กล้ามเนื้อและไขมันสะสมในชั้นกล้ามเนื้อไม่ได้ถูกเบิร์นไปมากสักเท่าไร เพราะไม่เคยสนใจจะฟิตกล้ามเนื้อด้วยการวิดพื้น หรือเวทเทรนนิ่งอื่น ๆ เลย ซึ่งนั่นอาจทำให้พลาดการกระตุ้นระบบเผาผลาญ และการเบิร์นไขมันอันตราย จนทำให้มีรูปร่างผอมแต่มีพุง ดูไม่กระชับ

3. ควบคุมน้ำหนักอยู่ตลอด แต่กลับไม่ออกกำลังกาย

รูปร่างผอม สมส่วน ไม่ใช่เหตุผลที่เราจะงดเว้นการออกกำลังกายได้หรอกนะคะ โดยเฉพาะคนที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง โรคหัวใจ และโรคความดันโลหิตสูง ซึ่งล้วนเป็นโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมกันได้ และแน่นอนว่าแม้จะผอม น้ำหนักอยู่ในเกณฑ์ปกติ ก็ยังแบกความเสี่ยงไว้อยู่ตลอด ยิ่งหากเป็นคนที่แค่คุมน้ำหนักตัวไม่ให้เกิน แต่ไม่ค่อยจะขยันออกกำลังกายเลย พุงที่ยื่นมานิด ๆ นั่นล่ะคือความเสี่ยงของสารพัดโรคที่คุณแบกไว้อยู่

4. ติดกินอาหารไม่มีประโยชน์

น้ำหวาน ขนม ฟาสต์ฟู้ด บุฟเฟ่ต์ปิ้งย่าง ถ้าเป็นสไตล์การรับประทานอาหารที่คุณโปรดปราน ก็ไม่น่าแปลกใจหากคุณจะเป็นคนผอมแต่มีพุง นอกจากนี้พฤติกรรมอดอาหาร ข้ามมื้ออาหาร หรือเป็นคนคลั่งกินคลีน ก็ล้วนแล้วแต่จะทำให้เสี่ยงต่อภาวะผอมแต่มีพุง และอาจเพิ่มความเสี่ยงโรคเบาหวาน โรคหัวใจ และโรคเรื้อรังอื่น ๆ ตามมาได้ ไม่ต่างจากคนอ้วน ๆ เลย

5. โฟกัสแต่ตัวเลขน้ำหนักบนตาชั่ง

หลายคนโฟกัสแต่เลขน้ำหนักตัวบนตาชั่ง ซึ่งแปลได้ว่าคุณกำลังหลงประเด็นอยู่ เพราะการออกกำลังและฟิตกล้ามเนื้อให้มีสุขภาพดี ควรโฟกัสที่รูปร่างของเรามากกว่า เนื่องจากการออกกำลังกายจะทำให้ร่างกายเบิร์นไขมัน แล้วเปลี่ยนเป็นมวลกล้ามเนื้อ ซึ่งนั่นอาจทำให้น้ำหนักตัวเราไม่ลดลงสักเท่าไร หรือบางคนยิ่งออกกำลังกายยิ่งมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นด้วย ทว่าหากแลกกับรูปร่างลีน ๆ ฟิต ๆ ไม่ใช่รูปร่างผอมแต่มีพุง ก็ถือว่าคุ้มเกินคุ้มนะจ๊ะ

6. คิดว่าค่า BMI ดี ชีวิตก็ดีด้วย

ค่า BMI หรือดัชนีมวลกายบางทีก็ไม่ใช่ตัวชี้วัดสุขภาพที่ดีเสมอไป ดังการศึกษาจาก McMaster University เมื่อปี 2011 ที่บ่งชี้ว่า ประชากรในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ชาวอินเดียและชาวจีน) มีไขมันสะสมในอวัยวะภายในค่อนข้างสูง เมื่อเทียบกับกลุ่มคนผิวขาวที่มีค่า BMI เฉลี่ยเท่า ๆ กัน ซึ่งนักวิจัยอธิบายว่า นอกจากจะมีปัจจัยในเรื่องยีนที่ส่งผลต่อการสะสมไขมันในร่างกายแล้ว ยังมีปัจจัยด้านวัฒนธรรมการรับประทานอาหารมาเกี่ยวข้องด้วย

แต่ไม่ว่าเราจะอยู่ในกลุ่มเสี่ยงหรือไม่ ทว่าหากสามารถควบคุมอาหารได้ดี รับประทานแต่เฮลธ์ตี้ฟู้ด และขยันออกกำลังกาย สุขภาพร่างกายเราก็จะดีได้ ไม่ว่าจะมีปัจจัยเสี่ยงใดก็ตาม…

วิธีกําจัดขี้แมลงวัน

วิธีกําจัดขี้แมลงวัน 3 สูตรง่าย ๆ ไม่ต้องง้อเลเซอร์

วิธีกําจัดขี้แมลงวัน 3 สูตรง่าย ๆ ไม่ต้องง้อเลเซอร์

วิธีกําจัดขี้แมลงวัน 3 สูตรง่าย ๆ

วิธีกําจัดขี้แมลงวัน
ทำแบบง่าย ๆ แถมงบไม่บานปลาย เตรียมเผยผิวกระจ่างใสไร้จุดดำกวนใจได้เลย บาคาร่า

ขี้แมลงวัน คือจุดสีดำเล็ก ๆ ที่ฝังลึกอยู่บนใบหน้าและร่างกาย ใช้รองพื้นหรือคอนซีลเลอร์มากลบอย่างไรก็ไม่มีทางปิดมิด เนื่องจากสีของขี้แมลงวันนั้นมีความเข้มมากกว่าจุดด่างดำโดยทั่วไปนั่นเอง ด้วยเหตุนี้ สาว ๆ ที่มีขี้แมลงวันหลายคนจึงพยายามหา วิธีกำจัดขี้แมลงวัน ด้วยตัวเอง เพื่อที่จะได้กลับมามีผิวใสไร้จุดกวนใจอีกสักครั้ง บ้างก็หันไปพึ่งการทำเลเซอร์ ซึ่งปัจจุบันก็มีราคาแพงอยู่ แต่สำหรับใครที่ไม่ค่อยจะมีงบ มาดูกันเลยว่าจะมีวิธีไหนกำจัดขี้แมลงวันได้บ้าง แต่ก่อนอื่นไปทำความรู้จักกันก่อนเลยว่า ขี้แมลงวันเหล่านี้มีสาเหตุมาจากอะไรกัน

ขี้แมลงวันเกิดจากอะไร

สาเหตุของขี้แมลงนั้นเกิดจาก ความผิดปกติของ เมลาโนไซต์ หรือที่รู้จักกันในชื่อเซลล์สร้างเม็ดสี เมื่อร่างกายผลิต เมลาโนไซต์ ออกมามากเกินไปก็จะทำให้เกิดจุดดำบนผิวหนังชั้นกำพร้า และพัฒนามาเป็นขี้แมลงวันได้ในที่สุด ส่วนใหญ่จะพบในคนผิวขาวมากกว่าคนที่มีผิวคล้ำ ซึ่งขี้แมลงวันถูกจัดให้เป็นไฝชนิดหนึ่ง แต่จะมีความแตกต่างจากไฝตรงที่ขี้แมลงวันนั้นเรียบเนียนไปกับผิวเหมือนจุดด่างดำ ในขณะที่ไฝจะนูนขึ้นมาจนเห็นได้ชัดเจน

3 สูตรเด็ด ! วิธีกําจัดขี้แมลงวัน ด้วยตัวเอง

1. กําจัดขี้แมลงวัน ด้วยมะนาว

เตรียมมะนาวประมาณ 1 ลูก บีบเอาแต่น้ำใส่ถ้วยไว้ จากนั้นใช้คอตตอนบัดแห้งและสะอาดชุบน้ำมานาว แล้วแตะลงบนขี้แมลงวันที่ต้องการกำจัด ทิ้งไว้ประมาณ 30 นาทีจึงล้างออกด้วยน้ำสะอาด ทำแบบนี้สัปดาห์ละ 2 ครั้ง รอยดำ ๆ ของขี้แมลงวันก็จะค่อย ๆ จางหายไปเอง

2. ใช้ปูนแดงกำจัดขี้แมลงวัน

วิธีนี้อาจจะทำให้แสบผิวเล็กน้อย แต่หลายคนที่เคยลองบอกว่าได้ผลดีมาก เริ่มจากนำปูนแดง 1 ช้อนชามาผสมกับสบู่เหลว 1 ช้อนชา คนส่วนผสมให้เข้ากัน จากนั้นก็ทำความสะอาดจุดที่ต้องการกำจัดขี้แมลงวัน นำไม้จิ้มฟันมาแตะปูนแดงที่ผสมเอาไว้แล้วทาลงบนขี้แมลงวัน ระวังอย่าให้เลอะจุดอื่น ๆ ทิ้งไว้จนแห้งแล้วใช้ผ้าเช็ดออกพร้อมกับล้างด้วยน้ำสะอาดอีก 1 ครั้งเป็นอันจบขั้นตอน

3. แอปเปิ้ลไซเดอร์ลดขี้แมลงวันได้

นำแอปเปิ้ลไซเดอร์ 1 ช้อนโต๊ะมาผสมกับน้ำเปล่า 2 ช้อนชา ใช้แผ่นสำลีชุบน้ำแอปเปิ้ลไซเดอร์ที่ผสมเอาไว้ จากนั้นก็เอามาแปะลงบนขี้แมลงวันนาน 20 นาที ทำติดต่อกันสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ขี้แมลงวันก็จะจางหายจนมองแทบไม่เห็นแล้ว

วิธีป้องกันไม่ให้เกิดขี้แมลงวันกลับมาขึ้นซ้ำ

1. ปกป้องผิวจากแสงแดด

พยายามอย่าออกไปทำกิจกรรมข้างนอกช่วง 10.00-16.00 น. เนื่องจากค่ารังสียูวีเวลานี้มีปริมาณที่สูงมาก นอกจากจะทำให้ผิวคล้ำเสียแล้ว ยังจะไปกระตุ้นให้เกิดจุดด่างดำและขี้แมลงได้ด้วย แต่ถ้าเลี่ยงไม่ได้จริง ๆ ควรทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF ตั้งแต่ 30 ขึ้นไปน่าจะดีกว่าให้ผิวต้องโดนแสงโดยตรง

2. กินอาหารที่มีวิตามินอีและวิตามินซี

วิตามิน 2 ชนิดนี้มีผลต่อการต้านอนุมูลอิสระและการสร้างเม็ดสี ดังนั้นสาว ๆ ควรกินอาหารที่เป็นแหล่งของวิตามินสำคัญนี้ให้มาก ๆ ไม่ว่าจะเป็น เมล็ดถั่ว ธัญพืช มะม่วง มะเขือเทศ เป็นต้น ส่วนวิตามินซีก็หาได้จากผักหรือผลไม้นั่นเอง

3. ทาครีมที่มีส่วนผสมของไวท์เทนนิ่ง

หมั่นทาครีมที่มีส่วนผสมของไวท์เทนนิ่งเป็นประจำ อย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง โดยส่วนผสมของครีมที่ทำให้ผิวดูกระจ่างใสขึ้นได้จะต้องมี วิตามินบี 3, วิตามินซี และ วิตามินอี เพียงเท่านี้ก็จะช่วยลดสาเหตุของการเกิดขี้แมลงวันบนผิวได้แล้ว

ทั้งหมดนี้คือวิธีกําจัดขี้แมลงวันด้วยตัวเองและวิธีป้องกันไม่ให้ขี้แมลงวันกลับมาขึ้นซ้ำอีกครั้ง หากสาว ๆ ทำตามเคล็ดลับเหล่านี้ แค่นี้ผิวสวยเนียนใสก็อยู่ใกล้แค่เอื้อมแล้ว…

กรมวิทย์ฯ

กรมวิทย์ฯ ห่วงปชช.ป่วยโรคฉี่หนู แนะชุดตรวจเบื้องต้นรู้ผลเร็วส่งรักษาได้ทันท่วงที

กรมวิทย์ฯ ห่วงปชช.ป่วยโรคฉี่หนู แนะชุดตรวจเบื้องต้นรู้ผลเร็วส่งรักษาได้ทันท่วงที

กรมวิทย์ฯ ห่วงปชช.ป่วยโรคฉี่หนู

กรมวิทย์ฯ
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์เปิดให้บริการตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการ

ตามมาตรฐานองค์การอนามัยโลก (WHO) และผ่านการรับรองตามมาตรฐาน

สากล ISO 15189 ใช้ระยะเวลาในการตรวจยืนยันและรู้ผลภายใน 48 ชั่วโมง

และมีชุดตรวจโรคเลปโตสไปโรสิสที่สามารถตรวจวินิจฉัยโรคขั้นต้นได้ รู้ผล

5-10 นาที เพื่อให้แพทย์สามารถรักษาผู้ป่วย ได้ทันท่วงที  บาคาร่า

วันที่ 29 ก.ย.2562 นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เปิดเผยว่า ขณะนี้มีหลายจังหวัดประสบปัญหาน้ำท่วมและบางพื้นที่น้ำเริ่มลดลงบ้างแล้ว ทำให้ประชาชนมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคภัยต่างๆ โดยเฉพาะโรคเลปโตสไปโรสิสหรือโรคฉี่หนู ซึ่งมักพบระบาดในช่วงหน้าฝนหรือช่วงที่มีน้ำท่วมขัง กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ โดย สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข มีห้องปฏิบัติการพร้อมให้บริการตรวจวิเคราะห์หาระดับภูมิคุ้มกัน สารพันธุกรรม และเพาะแยกเชื้อทั้ง 3 วิธี ได้แก่ วิธี MAT (Microscopic agglutination test) ตามมาตรฐานที่กำหนดโดยองค์การอนามัยโลก, วิธี IFA (Indirect Immunofluorescent Assay) ที่พัฒนาและได้รับการรับรองตามมาตรฐานสากลห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ ISO 15189 และวิธี PCR เป็นการตรวจหาเชื้อในสิ่งส่งตรวจ เช่น เลือด ปัสสาวะ หรือเชื้อที่ได้จากการเพาะแยก ซึ่งทั้ง 3 วิธีดังกล่าวข้างต้น ใช้ระยะเวลาในการตรวจวินิจฉัยและรู้ผลไม่เกิน 48 ชั่วโมง หรือ 2 วันทำการหลังจากรับตัวอย่างเข้าห้องปฏิบัติการ อีกทั้งยังมีศูนย์วิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ในส่วนภูมิภาคทั้ง 14 แห่งทั่วประเทศที่พร้อมให้บริการตรวจโรคเลปโตสไปโรสิสเบื้องต้นก่อนที่จะส่งมาตรวจยืนยันโดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์อีกครั้ง เพื่อรองรับเตรียมพร้อมในกรณีที่อาจเกิด โรคระบาดขึ้นได้

นอกจากนี้สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ยังได้ผลิตชุดตรวจโรคเลปโตสไปโรสิส ด้วยวิธี IFA สามารถทราบผลเบื้องต้นได้ภายใน 3 ชั่วโมง ชุดตรวจโรคเลปโตสไปโรสิส Leoptospira igM , Leptospira Ab สามารถทราบผลเบื้องต้นได้ภายใน 15 นาที และชุดตรวจโรคเลปโตสไปโรสิสเบื้องต้น Lepto Latex Test สามารถทราบผลเบื้องต้นได้ภายใน 5-10 นาที ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถตรวจวินิจฉัยโรคขั้นต้นได้ และแพทย์สามารถรักษาผู้ป่วยได้ทันท่วงที

“โรคฉี่หนูหรือโรคเลปโตสไปโรสิส เป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คนที่มีอันตรายร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิต ซึ่งจัดเป็นเชื้อโรคติดต่อสำคัญ โดยมีสาเหตุมาจากเชื้อ Leptospira interrogans ผู้ป่วยรับเชื้อจากการสัมผัสเลือดหรือปัสสาวะ ของสัตว์รังโรคโดยตรง เช่น โค กระบือ สุกร สุนัข แมว หนู อีกทั้งผู้ป่วยยังสามารถติดเชื้อผ่านทางรอยแผล รอยขีดข่วน รอยถลอกบริเวณผิวหนัง เยื่อบุตา จมูก ปาก ที่เกิดจากการทำกิจกรรมในพื้นที่ชื้นแฉะ มีน้ำท่วมขัง หรือติดเชื้อ จากการรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อเข้าไป ส่วนสาเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยโรคเลปโตสไปโรสิสนั้นเสียชีวิตมาก เนื่องจากในระยะแรก ผู้ป่วยมักจะแสดงอาการไม่เฉพาะเจาะจง เช่น มีไข้ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ คลื่นไส้ อาเจียน หรือท้องเสีย คล้ายคลึงกับโรคไข้หวัดหรือโรคติดเชื้ออื่นๆ หลายโรค เช่น ไข้หวัดใหญ่ ไข้เลือดออก ดังนั้นการตรวจวินิจฉัยโรคอย่างถูกต้องและรวดเร็วจะช่วยให้แพทย์สามารถให้การรักษาผู้ป่วยได้ถูกต้องและปลอดภัย” นายแพทย์โอภาส กล่าว…